Happy Health
Nutrition-Skincare-Lifestyle
22/04/2022
ราตรีนี้ยาวไกลลลล😁😋😜
#ของอร่อย
22/04/2022
แก้วโปรดดด!. 🥰😁😋
#ของอร่อย
Party no Al.
ต้องแก้วนี้สิ 🥰😁😋
#ของอร่อย
14/04/2022
พกไว้ จะได้ไม่ลืม (กิน)
เหมาะกะคนขี้ลืมอย่างเรามากก 😅😂🤣
#นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต
#ของอร่อย
13/04/2022
สงกรานนนนนต์ 💦💦
ก็ shopping สิคะ รอไร
อารมณ์ไหน ก็เพลินจ้า 😁😁
#นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต
#ของอร่อย
12/04/2022
แนวทางใหม่ในการดูแลโรคเมแทบอลิก (โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ)
รู้กันมานานว่ากลุ่มโรคที่เรียกว่าโรคเมแทบอลิก (Metabolic diseases) ที่พบบ่อยที่สุดในวันนี้ ได้แก่ โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานประเภทที่สอง มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โรคอ้วนทำให้เกิดเบาหวานประเภทที่สอง และผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าคนทั่วไป 2-4 เท่า
นักวิจัยทางการแพทย์บางกลุ่มอธิบายกลไกความสัมพันธ์เหล่านี้ว่าเกิดจากกรดไขมันอิสระที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือดของผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม กรดไขมันอิสระในโรคอ้วนนี่เองเป็นผลให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินสุลิน สุดท้ายทำให้เกิดเบาหวาน กรณีของผู้ป่วยเบาหวาน กรดไขมันอิสระในเลือดนำไปสู่ภาวะอักเสบของหลอดเลือด สุดท้ายทำให้เกิดการปริแตกกระทั่งเกิดภาวะลิ่มเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตันตามมา สรุปเอาเป็นว่ากรดไขมันอิสระคือตัวกลางของปัญหา แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ
เพื่อทำการพิสูจน์ในเรื่องนี้ นพ.เบน แมคแนลลี (Ben D. McNally) และทีมงานแห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยลีดส์ ร่วมกันทำงานวิจัยได้ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ค.ศ.2022 สรุปออกมาได้น่าสนใจ ผลการศึกษาอาจเป็นแนวทางในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคเมแทบอลิกในอนาคตว่ากันอย่างนั้น สิ่งที่ทีมวิจัยทีมนี้พบคือโรคอ้วนซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก นำไปสู่ภาวะไขมันสูงในเลือด ซึ่งสร้างความเครียดให้เกิดในเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ที่เครียดเหล่านี้เองสามารถส่งสัญญาณต่อไปยังเซลล์อื่นได้
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยลีดส์ค้นพบว่าสัญญาณที่เรียกว่า “เซราไมด์” (Ceramides) ซึ่งเป็นประโยชน์ในการป้องกันภาวะเครียดในระยะสั้น เนื่องจากสัญญาณเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ออกแบบมาเพื่อลดความเครียดในเซลล์ ทว่าในกรณีของโรคที่เกิดจากภาวะเมแทบอลิกซึ่งนับเป็นภาวะระยะยาว สัญญาณที่ว่านี้สามารถทำลายเซลล์ กระทั่งทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นได้ เป็นผลให้อาการป่วยทรุดลง
เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าภาวะไขมันในเลือดสูงส่งผลให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ มีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเมตาบอลิซึม รวมถึงโรคเบาหวานประเภทสอง รู้ว่ากรดไขมันในเลือดคือปัญหา แต่ไม่รู้ว่ามีสารตัวไหนเป็นตัวกลาง ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีดส์พบว่าตัวกลางที่ก่อปัญหาคือ “เซราไมด์” ซึ่งเชื่อมโยงภาวะพิษจากไขมัน (lipotoxicity) เข้ากับความเครียดที่เกิดขึ้นใน endoplasmic reticulum ในกล้ามเนื้อโครงร่าง ความรู้ใหม่นี้อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาเบาหวานประเภทที่สองและโรคหัวใจและหลอดเลือด เรื่องอย่างนี้ต้องอดใจรอแนวทางการป้องกันและรักษากันหน่อย , #ดรวินัยดะห์ลัน, #โรคเมแทบอลิก, #เซราไมด์
08/04/2022
จะกินอันไหนก่อนดีน๊าาาา 😋😋😋
#นิวทริไลท์แพ็คใหนที่ใช่คุณ
#ของอร่อย
07/04/2022
มาแล้วก็จัดสิคะ รอไร 😁😁
#นิวทริไลท์แพ็คใหนที่ใช่คุณ
#ของอร่อย
03/04/2022
ลอยคอ รอคอย เทอมาน๊านนานนนน
มาซะทีน๊าาา 😁😁
#นิวทริไลท์แพ็คใหนที่ใช่คุณ
#ของอร่อย
02/04/2022
น้ำตาลเทียมกับความเสี่ยงมะเร็ง
ดูเหมือน “น้ำตาล” (sugars) ไม่ว่าแท้หรือเทียมต่างสร้างปัญหาให้กับสุขภาพได้ทั้งนั้น น้ำตาลแท้ก่อโรคอ้วนอย่างที่รู้กันอยู่ ส่วนน้ำตาลเทียมเคยมีรายงานนานมาแล้วว่าอาจก่อปัญหามะเร็ง มาวันนี้รายงานที่ออกมาใหม่ยังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้น้ำตาลเทียมกับการเกิดมะเร็งไม่เปลี่ยนแปลง กลายเป็นว่าคนที่หนีน้ำตาลแท้เพราะกลัวโรคอ้วน อาจเจอปัญหามะเร็งหากบริโภคน้ำตาลเทียมบางประเภท กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ ไปซะอย่างนั้น
น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวาน ที่นิยมใช้ทดแทนน้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ว่าน้ำอัดลม รวมถึงสารพัดอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มีอยู่หลายชนิด ที่นิยมกันมากอย่างเช่น แอสพาร์เทม (Aspartame) แซคคาริน (Saccharin) ซูคราโลส (Sucralose) ไซคลาเมต (Cyclamate) อะซีซัลเฟม โปตัสเซียม (Acesulfame potasssium) หรืออะซีซัลเฟม-เค (Ace K) สเตเวีย (Stevia) หรือหญ้าหวาน งานวิจัยจากวารสาร PLOS Medicine วันที่ 24 มีนาคม 2022 เป็นงานการศึกษาของ Charlotte Debras และทีมงานแห่งสถาบันวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติฝรั่งเศส (Inserm) และมหาวิทยาลัย Sorbonne Paris Nord ประเทศฝรั่งเศส ให้ข้อมูลว่าน้ำตาลเทียมบางชนิดสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งที่เพิ่มขึ้น ขอให้ระวังกันหน่อย กลายเป็นเรื่องล่ะทีนี้
ในงานวิจัย ทีมงานทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากชาวฝรั่งเศสวัยผู้ใหญ่จำนวน 102,865 คนที่เข้าร่วมในการศึกษา NutriNet-Santé เพื่อประเมินศักยภาพในการก่อมะเร็งของสารให้ความหวานเทียมหรือน้ำตาลเทียม โดย การศึกษา NutriNet-Santé ที่ว่านี้เป็นการศึกษาแบบต่อเนื่องทางเว็บ เริ่มใน ค.ศ.2009 ผู้เข้าร่วมลงทะเบียนรายงานประวัติทางการแพทย์ ให้ข้อมูลทางสังคมวิทยา อาหาร วิถีชีวิต และข้อมูลสุขภาพด้วยตนเอง นักวิจัยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคน้ำตาลเทียม รวบรวมข้อมูลการวินิจฉัยโรคมะเร็ง ทำการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลเทียมกับความเสี่ยงต่อมะเร็ง
มีการปรับตัวแปรต่างๆ เพื่อลดอคติในทางวิชาการ สุดท้าย นักวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคน้ำตาลเทียมในปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอสพาเทม” และ “อะซีซัลเฟม-เค” มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งโดยรวมสูงกว่าผู้ที่ไม่บริโภค (ในอัตราส่วนความเสี่ยง 1.13, ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.03 ถึง 1.25) โดยเสี่ยงสูงขึ้นสำหรับมะเร็งเต้านมและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่ว่านี้คงต้องศึกษาเชิงลึกอีกครั้ง แม้ไม่มั่นใจถึงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ทีมวิจัยสรุปในทำนองว่าไม่แนะนำให้ใช้น้ำตาลเทียมเป็นทางเลือก น้ำตาลเทียมบางชนิดยังไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพสักเท่าไหร่ ว่ากันอย่างนั้น , #ดรวินัยดะห์ลัน, #น้ำตาลเทียมกับมะเร็ง
01/04/2022
Love Youuuu 😘😍
My Bodyguard 💓💗💝
#พร้อมสู้ได้ทุกวัน
#ของอร่อย
31/03/2022
Happy End of the Month!!
เงินเดือนออกกันรึยังค้า
ป่ะ shopping กัล 😁😁😁
#พร้อมสู้ได้ทุกวัน
#ของอร่อย
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
