Sarikahappymen
เพจความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเ?
เป็นศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ภาคใต้ครับ อยากสร้างเพจเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพศชายครับ เขียนเบา ๆ ขำๆ ให้ผู้หญิงอ่านได้ ผู้ชายอ่านดี มีสาระปนความบันเทิงนะครับ
15/06/2026
แล้วทำไมไม่ให้เพื่อน ๆ ที่ทำงานหรือเจ้านายช่วย
แบบนี้ถือว่าสังคม toxic ไหมครับ
13/06/2026
มะเร็งจู๋ โรคร้ายที่เป็นแล้วหายทั้งอัน
วันก่อนที่เราพูดกันเรื่อง HPV virus ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงนี่ หลายคนทราบไหมครับว่าเชื้อตัวนี้ก็ก่อมะเร็งจู๋ได้ด้วยนะครับ
หืม มะเร็งจู๋ มีด้วย ตอบมีสิครับ
โดยอาการของโรคนี้นะครับก็คือจะมีก้อน แผลเรื้อรัง ตรงบริเวณของสำคัญของผู้ชายโดยส่วนใหญ่จะเริ่มจากตรงปลายก่อน จากนั้นก็จะเริ่มแตกมีเลือด หนอง ออกจากตรงตำแหน่งที่เป็น จากนั้นก้อนก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะยอมมาหาหมอนี่ก็มักเป็นตอนก้อนมันโตจนใส่กางเกงในไม่ได้แล้วนั่นแหละ โดยถ้าเป็นแล้วการรักษาก็มีอย่างเดียวคือตัดทิ้งนั่นแหละครับ จากนั้นค่อยพิจารณาว่าจะฉายแสง เคมีบำบัดไรต่อไหม และที่น่ากลัวก็คือโรคนี้มีอัตราลุกลามและเสียชีวิตสูงนะครับ โดยล่าสุดหมอพึ่งเจอเคสมะเร็งจู๋ระยะ 4 อายุแค่ 30 กว่าเองครับ เศร้าเลย
แล้วเจอเยอะไหม ตอบปกติประเทศไทยนี่ปีนึงก็เจอประมาณ 2-300 คนครับ
ซึ่งถ้าโรคนี้มันน่ากลัวขนาดนี้ แล้วจะป้องกันอย่างไร
ตอบ มะเร็งจู๋เนี่ย จริง ๆ เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ง่ายมาก ๆ เลยนะครับ เพราะเป็นโรคที่ขึ้นอยู่กับความสะอาดและการสอนเรื่องเพศศึกษาล้วน ๆ เลย ซึ่งวิธีป้องกันที่ง่ายสุดก็คือต้องดูแลความสะอาดให้ดีครับ
เพราะมะเร็งชนิดนี้สาเหตุที่พบมากสุดคือการติด HPV virus ซึ่งพบได้เยอะมากบริเวณใต้หนังที่คลุมจู๋ครับ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่ามะเร็งจู๋พบได้มากในคนที่ไม่ได้ขริบและไม่สามารถเปิดหมวกออกมาล้างได้ครับ
กับสาเหตุอีกอันก็คือบุหรี่ โดยพบว่ามะเร็งชนิดนี้พบในคนที่สูบบุหรี่มากกว่าคนปกติถึง 5 เท่า และอีกพวกก็คือที่ฉีดสารพัดสารทำใหญ่ไปที่จู๋นั่นแหละครับ ดังนั้นใช้ของธรรมชาติแล้วหมั่นดูแลความสะอาดให้ดีนะครับ อะไรไม่ดีอย่าหำทา เอ้ยหาทำครับ
ดังนั้นถ้ายังอยากอยู่กับของรักไปนาน ๆ อย่าลืมเปิดหมวกทำความสะอาดให้ดี และอยู่ให้ไกลจากบุหรี่นะครับ
ปล.ภาพประกอบ คือลักษณะของเคสที่เจอบ่อย ๆ คือมีก้อนคล้ายดอกกะหล่ำโตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเปิดผ้ามาเจอแบบนี้เมื่อไหร่อย่าพึ่งไปต่อ รีบพามาพบแพทย์โดยด่วนนะครับ
12/06/2026
🙏 ขอถวายความอาลัย
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยครับ🙏
11/06/2026
เมื่อรัฐบาลกำลังจะใช้งบ 1,600 ล้าน ซื้อ AI เวอร์ชั่น pro ให้ประชาชน 5 ล้านคนใช้ฟรี 1ปี และถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากคนในวงการและนักวิชาการมากมายทั้งเรื่องความโปร่งใส เรื่องประโยชน์และความคุ้มค่า จนวันนี้รัฐบาลต้องเปิดแถลงข่าวให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้ามาซักถาม
คุณก็เป็นได้นะผู้เชี่ยวชาญ AI หนะ
ตั้งแต่รู้ว่าเชื้อ HPV ติดจาก paid 3000 ผมก็สบายใจมากเลย เพราะปกติก็เป็นคนไม่ค่อยชอบเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้วครับ
07/06/2026
เชื้อโรคที่ติดจากกินน้ำร่วมกัน
การที่ที่หมอดูทักก็มีส่วนถูกนะครับ เพราะการกินน้ำร่วมแก้วหรือใช้หลอดดูดเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคผ่านสารคัดหลั่งและน้ำลายได้ซึ่งก็เหมือนกับเรามีโอกาสได้รับของไม่ดีเข้าไปในร่างกายหรือทำให้ดวงตกนั่นแหละครับ
โดยโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางนี้ ได้แก่ โรคหวัด, โรคเริมที่ปาก, โรคไวรัสตับอักเสบ, คางทูม, โรคมือเท้าปาก และคออักเสบ โดยเชื้อหลายชนิดจะแพร่กระจายผ่านน้ำลายได้ แต่ความรุนแรงของการติดเชื้อจะขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อและภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลครับ
สรุป หากจะดื่มน้ำหรืออาหารที่คนอื่นนำมาให้ ก็ควรแยกแก้วดื่มน้ำ หรือใช้ภาชนะส่วนตัวหรือใช้ช้อนกลาง เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของเราเองนะครับ
05/06/2026
HPV กับมะเร็งปากมดลูก
ขอบคุณคุณเจนนี่ที่ออกมาเตือนนะครับ เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากอันดับต้น ไป ของผู้หญิงเลย และมาแบบเงียบ ๆ คือมักไม่ค่อยมีอาการจนกว่ามันจะไปไกลแล้ว ทำให้บางคนละเลยการตรวจภายในไปเพราะคิดว่าตัวเองปกติครับ
แต่ขอแก้นิดนึงนะครับ ตัว HPV นี่มันติดจากสารคัดหลั่งครับ คือต้องมีการสอดใส่อะไรเข้าในช่องคลอดเช่นจู๋ นิ้ว ลิ้นไรงี้ ดังนั้นโอกาสน้อยมาก ไป ที่จะติดจากการเข้าห้องน้ำ ยกเว้นคุณจะเอาสายยางฉีดอัดหรือถูไถฝาชักโครกจนโถมันหลุดเข้าไปข้างใน ดังนั้นใช้ห้องน้ำแบบสบายใจได้ครับ เพราะหลัก ๆ โรคนี้มันติดจากการมีอะไรกันนั่นแหละครับ
ในผู้ชาย เชื้อ HPV เจอได้เยอะสุดตรงบริเวณหนังหุ้มปลายครับ ด้วยลักษณะโครงสร้างมันชื้น อับ และบอบบาง จึงเป็นตำแหน่งที่เอื้อต่อการฝังตัวและเจริญเติบโตของ HPV ได้ดีที่สุด แต่ข้อดีคือของผู้ชายมันอยู่ข้างนอก ถ้าเปิดล้างทำความสะอาดได้ดี มันก็ลดโอกาสสะสมจนก่อโรคจึงทำให้เราเจอคนเป็นมะเร็งจู๋น้อยมากแม้มี HPV เหมือนกัน แต่ปัญหาคือผู้ชายบางคนดูแลไม่ดี แล้วไปมีอะไรกับผู้หญิง แล้วไปหย่อนเชื้อไว้ตรงบริเวณปากมดลูก ซึ่งบริเวณตรงนั้นมันไม่สามารถเอาน้ำอัดฉีดล้างเข้าไปได้ และพอ HPV มันไปอยู่ตรงนั้นนาน ๆ มันก็เติบโต อักเสบ ก่อโรค เกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงนั่นแหละครับ
ดังนั้นผู้ชายถ้ามีหนังหุ้มเยอะ ๆ ก็ควรทำความสะอาดให้ดี ถ้าทำได้ไม่สะดวกก็ควรไปขริบซะ ยอมเจ็บนิดนึงเพื่อนสุขอนามัยที่ดีของเราและคนที่เรารัก จะได้ไม่ไปก่อโรคให้ผู้หญิงเค้า ส่วนผู้หญิงก็อย่าไปคาดหวังว่าผู้ชายเค้าจะดูแลตัวเองได้ดีทุกคน ฉะนั้นก่อนมีอะไรควรจับแม่มไปอาบน้ำทำความสะอาดให้ดีด้วยตัวเองก่อน ขัดทุกซอกทุกมุม และหากมีกำลังทรัพย์พอก็ไปฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกกันไว้อีกที ชีวีจะได้มีสุขนะครับ
04/06/2026
นโยบายตัดแม่ตัดลูกพลัส
ถ้าลูกเอาพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี พ่อแม่จะถูกตัดสิทธิรับบัตรสวัสดิการทันที
เพราะรัฐเหมาว่าแปลว่าคุณไม่จนจริง เอิ่มมม
หน้าที่ของรัฐ คือคุณตรวจสอบคนที่มีคุณสมบัติจริง ประเภทแกล้งจน แอ๊บจน อันนี้ผมสนับสนุนนะครับว่าต้องเอาให้หนัก ถ้าเจอซุกซ่อนเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อันนี้เห็นควรด้วยว่าควรตัดสิทธิ์จริง และควรปรับหรือลงโทษย้อนหลังด้วย เพราะถือว่ามีเจตนาโกงจริง แต่การที่จะเหมาว่าบ้านไหนที่ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนแล้วถือว่าไม่จน อันนี้ก็ดูเหมารวมไปหน่อยนะครับ
เพราะลูกหลายคนเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนจริง แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ก็เยอะ และการที่ประกาศแบบนี้ปัญหาที่เกิดก็คือ พ่อแม่ลูกต้องเลือกอย่างใดอย่างนึง ดังนั้นพ่อแม่ต้องไปทวงเงินลูก หรือให้ลูกเลือกเอาชื่อออกเพื่อที่พ่อแม่จะได้สวัสดิการ และถ้าสมมติลูกไม่ยอมเอาชื่อออกหละ อันนี้ยิ่งช้ำหนักเป็นปัญหาร้าวฉานในครอบครัวและจะยิ่งเป็นการสร้างปัญหาความสัมพันธ์ในระยะยาวไปอีกเหมือนตอกย้ำว่าบ้านนี้ลูกไม่ดูแลไรงี้ ดังนั้นเกณฑ์อื่นพอเข้าใจแต่เกณฑ์ข้อนี้อยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนก่อนดีกว่านะครับ
เราไม่ควรเถียงกันว่า สิทธิลดหย่อนภาษี กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิไหนสำคัญกว่า หรือประชาชนควรเลือกใช้อะไร
เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกออกแบบให้ประชาชนต้องเลือกตั้งแต่แรก โดยปราศจากการพิจารณาข้อเท็จจริงของชีวิต
สิทธิลดหย่อนภาษี
คือ การที่รัฐเปิดให้ลูกที่มีภาระดูแลพ่อแม่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิทางภาษีในรูปแบบของการลดหย่อนได้
ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ลำบาก และต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน
ผมมีความเห็นว่า สองเรื่องนี้ไม่ควรขัดกันเอง โดยเฉพาะในครอบครัวที่กำลังพยายามประคองชีวิตอยู่แล้วอย่างทุกวันนี้
ผมเข้าใจดีครับ ว่ารัฐจำเป็นต้องคัดกรองสวัสดิการ เพราะงบประมาณมีจำกัด และรัฐควรป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ลำบากจริง เข้ามาใช้สิทธิแทนคนที่ลำบากกว่า
ตรงนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ
แต่คำถามคือ
เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองนั้นสมเหตุสมผลหรือยัง
กรณีที่พ่อแม่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ควรถูกตีความอัตโนมัติว่า พ่อแม่ไม่ลำบากแล้ว หรือครอบครัวนั้นมีคนดูแลเพียงพอแล้ว
เพราะลูกที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ลำบาก
และลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่าลูกมีฐานะดีพอจะแบกรับทุกอย่าง
ในทางกลับกัน การที่ลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนได้ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่แล้วว่า พ่อแม่ต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้ควรสะท้อนความเปราะบาง ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลว่า คน ๆ นั้นไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ หรือมองว่าได้รับการดูแลเพียงพอแล้ว
และต้องไม่ลืมว่า สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาทต่อคนต่อปี ไม่ได้แปลว่ารัฐให้เงินช่วยครอบครัวนั้น 30,000 บาทจริง ๆ
เพราะตัวเลขนี่เป็นเพียงฐานลดหย่อนภาษี มูลค่าจริงที่ลูกได้รับขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน แต่ภาระจริงในการดูแลพ่อแม่ อาจสูงกว่านั้นมาก
ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รวมถึงภาระทางใจของคนที่ต้องประคองทั้งบ้านไว้พร้อมกัน
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนครบในตัวเลขลดหย่อน 30,000 บาท แล้วบอกว่าจบแล้ว เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว
สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อ
คือ การอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์
หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิได้ (ตามที่รัฐได้ชี้แจงไว้)
จุดนี้อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า รัฐเองก็มองเห็นในประเด็นการถูกนำชื่อไปลดหย่อน ไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์ว่าได้รับการดูแลจริง
คำถามกลับที่น่าสนใจ คือ ทำไมภาระในการพิสูจน์ความจริง จึงต้องถูกผลักไปอยู่ที่พ่อแม่ที่ลำบากอยู่แล้ว
การมีช่องอุทธรณ์เป็นเรื่องดี
แต่การอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน คนที่ไม่มีเอกสารพร้อม หรือคนที่ไม่กล้าพูดว่า ลูกไม่ได้ดูแลจริง
ในบริบทของสังคมไทย การให้พ่อแม่ไปอุทธรณ์ว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูฉันจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร
มันอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน กระทบความรู้สึก กระทบหน้าตาของครอบครัว
อีกประโยคหนึ่งที่ควรคิดใคร่ครวญให้ดี คือ ตอนนี้สิทธิ์เหมือนให้เลือกว่า “จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล”
แต่ชีวิตจริงของหลายครอบครัวไม่ได้มีแค่สองทางแบบนั้น หลายบ้านไม่ได้อยู่ได้เพราะลูกดูแลทั้งหมด และไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐดูแลทั้งหมด
แต่อยู่ได้เพราะทุกฝ่ายช่วยกันคนละส่วน
รัฐช่วยนิดหนึ่ง ลูกช่วยนิดหนึ่ง พ่อแม่ประหยัดอีกนิดหนึ่ง ทั้งบ้านช่วยกันประคองไม่ให้ชีวิตไหลลงไปลำบากกว่าเดิม
เพราะการมีลูกช่วย ไม่ใช่หลักฐานว่าไม่ลำบาก
และการที่ครอบครัวพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ไม่ควรถูกตีความว่า รัฐไม่จำเป็นต้องช่วยแล้ว
รัฐควรจัดการคนที่แกล้งลำบาก คนที่บิดเบือนข้อมูล หรือคนที่ใช้สวัสดิการผิดวัตถุประสงค์
เรื่องนี้ไม่มีใครควรปกป้อง
แต่การจัดการคนกลุ่มนั้น ต้องไม่ทำให้คนลำบากจริง ต้องรู้สึกเหมือนถูกสงสัยไว้ก่อน ต้องแบกภาระพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น หรือหลุดจากระบบเพราะเกณฑ์ที่กำหนด
นโยบายที่ดีไม่ควรทำให้สิทธิลดหย่อนภาษี กลายเป็นคู่แข่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าลูกมีภาระ อีกสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าพ่อแม่ยังลำบาก
เรื่องทั้งหมดนี้ควรถูกออกแบบให้ช่วยกันมองเห็น ไม่ใช่เป็นแค่สิทธิ์ที่ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว
03/06/2026
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ
ขอจงทรงพระเจริญ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
