Aloebok Hya Serum
ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อผิวคุณ
10/10/2021
WHAT NEW?
09/08/2019
1ขวดรู้เรื่อง ปัญหาสิว เราช่วยได้
>> สิว รอยสิว สเตียรอยด์ แพ้
14/07/2019
#ของมันต้องมี
เซรั่มเนื้อเจล ซึมเข้าผิวเร็ว ไม่เหนียว
ช่วยให้ผิวสดชื่น และยังบำรุงถึงโครงสร้างของผิว ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติทุกหยด
20ml ราคาเพียง390บาท
#รีบมาตำ #ของดีมักหมดไว
#อโลบก ธรรมชาติบำบัดผิว
04/10/2018
ดื่มน้ำ ยิ่งเยอะ ยิ่งดีจริงหรือ ?
มีความเชื่อว่าการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดน้ำหนักและบำรุงสุขภาพผิว โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป
ดื่มน้ำ
น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
ประโยชน์ของการดื่มน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้
ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
บำรุงสุขภาพผิว
เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ
เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
ควบคุมความดันโลหิต
ป้องกันอาการท้องผูก
ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร ?
ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ
ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมมีดังนี้
สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)
ปริมาณดังกล่าวได้นับรวมปริมาณน้ำที่ได้จากอาหาร ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ เช่น เบอร์รี่ แตงโม แตงกวา พริกหยวก ผักโขม ขึ้นฉ่ายหรือดอกกะหล่ำ เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้น เมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนัก อยู่ในสภาพอากาศร้อน ป่วย มีไข้หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเป็น 10 แก้วต่อวัน และ 13 แก้วต่อวันสำหรับผู้ที่ต้องให้นมบุตร
ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ?
นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนี้
หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำแล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป
ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้
ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่?
หลายคนอาจเชื่อว่าน้ำประปานั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสารและกลิ่นต่าง ๆ ที่พบ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า กลิ่นที่พบในน้ำประปานั้นคือคลอรีน เป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ และยังเป็นตัวช่วยยืนยันว่าน้ำนั้นได้ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว แต่หากผู้ใดที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน อาจตั้งน้ำทิ้งไว้ 20-30 นาที กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป และสำหรับผู้ที่กลัวสารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ในน้ำประปา หากคำนวณจากค่าความเข้มข้นของสารไตรฮาโลมีเทน ที่ถูกกำหนดไว้ให้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร กรมอนามัยยืนยันว่าผู้บริโภคต้องบริโภคสารไตรฮาโลมีเทนนานถึง 252 ปี ถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้
ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้เครื่องกรองน้ำที่มีชั้นหินดูดกลิ่น และสารเรซินลดความกระด้าง หรือนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ผ่านแก๊ซโอโซนและแสงยูวี ทั้งนี้ท่อกรองน้ำที่เป็นเหล็กอาจมีสนิมสะสม หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้น้ำกรองติดเชื้อได้ จึงควรทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการดื่มน้ำประปา การนำน้ำไปต้มเป็นเวลา 3-5 นาทีจนเดือดหรือที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุ ทำให้น้ำสะอาดปราศจากจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และลดความเสี่ยงจากสารไตรฮาโลมีเทนได้ จึงมั่นใจได้ว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง
น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่ อย่างไร?
หลายคนเชื่อว่าน้ำแร่นั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำเปล่า อาจเพราะแหล่งที่มาของน้ำแร่นั้นมาจากธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นคลอรีน จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากกว่า อีกทั้งน้ำแร่มีสารอาหารรอง (Micronutrients) เช่น แคลเซียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดีกว่า ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้บริโภคมุ่งความสนใจไปที่ส่วนประกอบสำคัญในน้ำแร่มากนัก เนื่องจากสารอาหารที่อยู่ในน้ำแร่นั้นยังไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนได้
อย่างไรก็ตาม น้ำแร่อาจปนเปื้อนสารตกค้างได้จากบรรจุภัณฑ์ หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เก็บไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ก่อตัวในน้ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย
น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรดีกว่ากัน ?
จริง ๆ แล้วไม่อาจตัดสินได้ว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นนั้นดีกว่ากัน เพราะมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น น้ำอุ่นมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต รวมไปถึงบรรเทาอาการคอแห้ง
แต่หากต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก ปั่นจักรยานหรือวิ่งในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น รวมไปถึงช่วยให้ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ดีจริงหรือ ?
การออกกำลังกายอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก โดยเฉพาะหากอุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น อาจจำเป็นต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไป อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นอันตรายร้ายแรงได้ เช่น ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) มักพบได้ในการแข่งขันดื่มน้ำ การแข่งวิ่งระยะไกลหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำเรียกอีกอย่างได้ว่า ภาวะน้ำเป็นพิษ เกิดขึ้นจากการดื่มน้ำปริมาณที่มากเกินไปภายในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น การดื่มน้ำรวดเดียวเป็นจำนวน 7 ลิตรหรือดื่มน้ำ 4 ลิตรภายใน 2 ชั่วโมง ที่อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยอาจปรากฏอาการป่วย ปวดหัว อาเจียน อ่อนเพลีย รวมไปถึงเวียนศีรษะ สับสน มือและเท้าบวม หากไม่รีบไปพบแพทย์ ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น สมองบวม และเสียชีวิต
โทษจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป
การดื่มน้ำน้อยเกินไปอาจเกิดจากความกังวล หรือกลัวอันตรายของการดื่มน้ำมากเกินไป หรืออาจเข้าใจว่าการดื่มน้ำเพียง 8 แก้วต่อวันก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ยิ่งหากเป็นผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ หากไม่เพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
ภาวะขาดน้ำ เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำไปกับเหงื่อและปัสสาวะ มากกว่าปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป ผู้ป่วยอาจสังเกตได้ว่าปัสสาวะมีสีเข้ม และปัสสาวะไม่บ่อยเท่าปกติ หรืออาจปรากฏอาการเหนื่อยล้าและกระหายน้ำอย่างรุนแรง สำหรับผู้ป่วยเด็ก อาจสังเกตได้ว่าผ้าอ้อมแห้งกว่าปกติ หรือปรากฏอาการต่าง ๆ เช่น ลิ้นแห้ง ปากแห้งและร้องไห้ไม่มีน้ำตา อาการดังกล่าวทั้งหมดของภาวะขาดน้ำอาจก่อให้เกิดอาการอื่น ๆ เพิ่ม เช่น
อารมณ์เปลี่ยนแปลง
สับสนหรือเบลอ
ท้องผูก
อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป
นิ่วที่ไต
ช็อก
อย่างไรก็ตาม ภาวะขาดน้ำอาจรักษาได้โดยการดื่มน้ำให้มากขึ้น แต่หากอาการรุนแรง ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์อาจให้น้ำเกลือผู้ป่วยจนกว่าอาการจะหายไป
รู้ได้อย่างไรว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ?
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกต ผู้ที่ดื่มน้ำเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะขับถ่ายสะดวก และมีปัสสาวะสีเหลืองใส แต่ผู้ที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอจะมีปัญหาการขับถ่ายหรือท้องผูก และมีปัสสาวะสีเข้ม แต่หากมีปัญหาสุขภาพ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับไตหรือภาวะหัวใจล้มเหลว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ
ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าวจริงหรือ ?
หลายคนมีความเชื่อว่าไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าว เพราะอาจทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นโรคอ้วนได้ ซึ่งตรงข้ามกับความจริง การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้อุจจาระไม่แข็งเกินไป ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยให้ไม่รับประทานอาหารมากเกิน เพราะน้ำช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นและกินช้าลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มปริมาณมากจนเกินไป
Cr.pobpad
04/10/2018
✨ผิวสวยดูสุขภาพดีใครๆก็อยากมี 💁โดยเฉพาะสาวๆ เคล็ดลับ💕 ผิวสวยดูดี ที่จะทำให้คุณสวยเป๊ะแน่นอน 🌸🌸🍃 📣 Centella Asiatica
สารสกัดเข้มข้นจากใบบัวบก
- รักษาความชุ่มชื้นของผิว
- ช่วยปกป้องผิวจาก UV
- ช่วยลดปัญหารอยแดงจากสิว
=========================
✨ ALOEBOK SERUM GEL ✨
นวัตกรรมเซรั่มรูปแบบเจล เพื่อการดูแลผิวอย่างล้ำลึก
✔️ แก้ไขปัญหารอยสิว จุดด่างดำ
✔️ ช่วยลดการเกิดสิวได้อย่างเห็นผล
✔️ เพิ่มความชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขน
✔️ ลดอาการแพ้ และระคายเคือง
✔️ เข้าบำรุงลึกถึงชั้นผิวชั้นใน
=========================
📌สอบถาม สั่งซื้อ และสมัครตัวแทนได้ที่📌
▪️Call : 099-1719191
▪️Line : ssjtpallzpell
กดแอดไลน์ (ลิ้งค์แอดไลน์)
https://line.me/ti/p/vihevdZyAg
03/10/2018
ออร่าจนเพื่อนทัก 6 เคล็ดลับ ที่ ทำให้ผิวขาวขึ้น ง่ายๆ ทำตามด่วน
1. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อร่างกาย
การดื่มน้ำจำเป็นและสำคัญต่อร่างกายมาก น้ำช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำช่วยชะล้างสิ่งสกปรกของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายจึงทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่งตามมาด้วย น้ำยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น เต่งตึง ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วรีบหาน้ำสะอาดมาดื่มด่วน ๆ เลย ง่าย ๆ แบบนี้ไม่ควรพลาด
2.ทานวิตามิน
อาหารเสริม ในแต่ละวันเราอาจจะละเลยเรื่องการรับประทานอาหารอยู่บ่อยครั้ง การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว อาหารขยะที่เราชอบทานยังให้สารอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกายอีกด้วย ดังนั้นหากใครที่ชอบละเลยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะรับวิตามินอาหารเสริมที่ส่งผลดีต่อร่างกาย สำหรับสารอาหารที่ช่วยเรื่องผิวให้ขาวใสขึ้น ได้แก่ วิตามิน C, วิตามิน E, คอนลาเจน,Grape Seed
3. ทานผักผลไม้ให้มาก
รับประทานผักผลไม้ให้มากช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่วิตามินที่จำเป็นต่อผิว ใยอาหารให้ผักและผลไม้ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เมื่อของเสียถูกขับถ่ายออกมาจนหมด ร่างกายก็จะแข็งแรง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แนะนำรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวิตามินซีมาก ๆ จะดีต่อผิวกว่าชนิดอื่นค่ะ ผักผลไม้ที่ทำให้ผิวขาวใสมีออร่า เช่น มะเขือเทศ ฝรั่ง ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ เป็นต้น
4. เลือกโลชั่นที่ปลอดภัย มีไวท์เทนนิ่ง
บำรุงจากภายในกันแล้วอย่าลืมบำรุงภายนอกกันด้วย ลองหาโลชั่นที่ปลอดภัยยี่ห้อไว้ใจได้ ที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งมาทาบำรุงผิวหลังอาบน้ำทุกวันเช้าเย็น หมั่นทาจนติดเป็นนิสัยแล้วผิวสาว ๆ จะค่อย ๆ ขาวออร่าขึ้นจนเพื่อนตะลึง อย่าลืมนะคะ ห้ามขี้เกียจทาโลชั่น แล้วก็ขอแบบที่มีไวท์เทนนิ่งด้วย ตัวไวท์เทนนิ่งนี่แหละคือตัวช่วยให้ความขาวเปล่งประกายออกมาจนหลายคนต้องจับตามอง
5. พกครีมกันแดดไปทุกๆ ที่
ครีมกันแดด ชื่อเขาก็บอกไว้แล้วว่าเอาไว้กันแดด การทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15-20 นาที ช่วยป้องกันผิวจากรังสี UV ซึ่งส่งผลเสียให้ผิวเราไหม้ หมองคล้ำ และก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นสาว ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรพกครีมกันแดดไว้ติดตัวอยู่เสมอ ทาทุกครั้งก่อนออกแดด ผิวจะคงความสวยออร่าพรุ้งไม่มาบ่นทีหลังว่าผิวเสียแล้วเสียอีก
6. ขัดผิวสัปดาห์ละครั้ง
การขัดผิวช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปให้ผิวใหม่ที่เผยออกมาขาวสวยเปล่ง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ขัดผิวเกลือสปาให้สาว ๆ เลือกใช้มากมาย หรือจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติอย่าง มะขามเปียก หรือมะนาว มาใช้ขัดผิวแบบสมัยก่อนก็สวยได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว เคล็ดลับเพียงแค่ ขัดผิวเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย แค่นี้ก็มีผิวสวยขาวออร่าขึ้นมาแล้ว ง่ายไหมคะ แต่! ขอเตือนว่าขัดเบา ๆ นะคะ ถ้าขัดแรงผิวจะถลอกเป็นแผลเอาได้
cr. sanook
03/10/2018
🍃🌸อยากให้คุณลองเปิดใจ ลองมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา ✨ผิวสวยเปล่งประกาย 💁แบบมีออร่า 💋อยากมีผิวสวยดูดี ต้องลอง 🌸🌸 📣 Centella Asiatica
สารสกัดเข้มข้นจากใบบัวบก
- รักษาความชุ่มชื้นของผิว
- ช่วยปกป้องผิวจาก UV
- ช่วยลดปัญหารอยแดงจากสิว
=========================
✨ ALOEBOK SERUM GEL ✨
นวัตกรรมเซรั่มรูปแบบเจล เพื่อการดูแลผิวอย่างล้ำลึก
✔️ แก้ไขปัญหารอยสิว จุดด่างดำ
✔️ ช่วยลดการเกิดสิวได้อย่างเห็นผล
✔️ เพิ่มความชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขน
✔️ ลดอาการแพ้ และระคายเคือง
✔️ เข้าบำรุงลึกถึงชั้นผิวชั้นใน
=========================
📌สอบถาม สั่งซื้อ และสมัครตัวแทนได้ที่📌
▪️Call : 099-1719191
▪️Line : ssjtpallzpell
กดแอดไลน์ (ลิ้งค์แอดไลน์)
https://line.me/ti/p/vihevdZyAg
02/10/2018
5 เคล็ดลับจากธรรมชาติ ที่ช่วยขจัดรอยแดงบนใบหน้า
1.มาสก์แตงกวา
ไม่ว่าจะเป็นการฝานเป็นชิ้นบางๆ หรือการบดให้ละเอียดแล้วนำมามาสก์หน้า ยิ่งหากเราใช้แตงกวาที่นำไปแช่เย็นไว้อยู่ก่อนแล้ว นอกจากจะช่วยลดรอยแดง ยังเพิ่มความสดชื่นของผิวที่อ่อนล้าได้ดีอีกด้วย
2.อาหารต่อต้านรอยแดง
ควรเลือกรับประทานผัก และผลไม้ ชนิดที่ให้ความเย็นกับร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น มะพร้าว แตงกวา แตงโม มะละกอ หรือผักโขม และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เพิ่มความร้อน ไม่ว่าจะเป็นอาหารรสจัดต่างๆ เหล้า หรือเครื่องดื่มประเภทร้อน เพื่อเป็นการลดอุณหภูมิในร่างกาย ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น
3.มาสก์ข้าวโอ๊ตคอลลอยด์
ข้าวโอ๊ตคอลลอยด์มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และมีความสามารถในการรักษารอยแดงได้ทุกชนิด นอกจากนี้ยังช่วยดูดซับความมัน และรักษาสิวได้อีกด้วย เพียงนำข้าวโอ๊ตชนิดนี้ 2 ช้อนชา ผสมน้ำเล็กน้อยมาสก์ลงบนใบหน้าสัก 10 นาที จึงค่อยล้างออก
4.น้ำผึ้งมานูก้า
น้ำผึ้งชนิดนี้เปี่ยมไปด้วยคุณค่า เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย มีประโยชน์ต่อผิวโดยนอกจากจะช่วยลดรอยแดงแล้ว ยังต่อต้านแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของผิว เราจึงสามารถที่จะใช้น้ำผึ้งมานูก้าโดยตรงกับผิวหน้าได้ในทุกวัน เพราะน้ำผึ้งชนิดนี้จะยังคงรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าได้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง
5.ชาต้านรอยแดง
ชาที่มีฤทธิ์ต่อต้านรอยแดงมีมากมายหลายชนิด เช่น ชาคาโมไมล์ และชาเปปเปอร์มินต์ แต่ถ้าหาคุณผู้หญิงท่านใดมีอากการแพ้จำพวกละอองเกสรจากหญ้า Ambrosia แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการใช้ชาคาโมไมล์ในการรักษารอยแดงบนผิวหน้า ให้หันมาใช้ชาเปปเปอร์มินต์ หรือชาเขียวที่มีสรรพคุณในการฟื้นฟูเซลล์ผิวแทน
วิธีการใช้ถุงชารักษารอยแดงบนหน้า ก็ไม่ยากเลย เพียงแค่เรานำถุงชาต้มในน้ำใช้เวลาเพียง 10 นาที จึงนำน้ำชาที่ได้ไปพักไว้ด้านนอกเมื่อหายร้อน หรืออุณหภูมิของน้ำชาลดลงแล้ว ให้นำไปเก็บไว้ในตู้เย็น จากนั้นนำผ้ามาชุบน้ำชา กดลงให้ทั่วใบหน้า หรือบริเวณที่มีรอยแดงไว้ 1 – 2 นาที วิธีง่ายแบบนี้ทำได้เลยวันละ 1 – 2 ครั้งวนไป
cr. sanook
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
