Hitlifecare
คลังข้อมูลด้านสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์
30/07/2023
❌ ❌ ทานแคลเซียมมากเกินไป ทำร้ายถึงหัวใจ ‼️‼️
ทำร้ายถึงหัวใจอย่างไร อ่านได้ที่นี่ !!!
👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻
23/07/2023
6 พฤติกรรมเสี่ยงกระดูกพังไม่รู้ตัว ‼️
🚨รู้ไหมคะว่า ❓90% ของคนไทยมีความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
ถ้าเปรียบร่างกายเป็นบ้านหลังหนึ่ง กระดูก ก็คือโครงสร้างของบ้านที่ต้องการความแข็งแรงเพื่อให้บ้านคงสภาพอยู่กับได้นานๆ ถ้าไม่ดูแลโครงบ้านให้ดีแต่เนิ่นๆ ไม่ต้องรอเวลาผ่านไปนาน บ้านของเราก็อาจผุพังได้ตั้งแต่อายุยังน้อย กระดูกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลและบำรุงอยู่เสมอ วันนี้เราจึงอยากเอาพฤติกรรมที่ควรเลี่ยง ลดเสี่ยงกระดูกพังก่อนวัยกันควรมาฝากกันค่ะ
1️⃣ ท่ายืนทำลายกระดูก
👉 คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในท่ายืนค่ะ ถ้ายืนผิดหลักมากๆ ก็เป็นเหมือนการทำลายกระดูกไปทีละนิด
▪️ ยืนหลังค่อม แอ่นตัวไปข้างหน้า ส่งผลกระดูกช่วงล่างทำงานหนัก ทำให้ปวดหลังบ่อยๆ ควรเปลี่ยนมายืนหลังตรงเชิดหน้ามองตรงไปข้างหน้าค่ะ
▪️ ยืนพักขาข้างเดียว ทำให้ขาและกระดูกสะโพกข้างหนึ่งต้องรับน้ำหนักมากกว่าจนปวดหรืออาจเป็นตะคริวได้ ท่ายืนที่ดีและมั่นคงคือการยืนให้เท้าวางกว้างตรงกับความกว้างของไหล่ เพื่อรับน้ำหนักร่างกายได้อย่างสมดุลกันค่ะ
▪️ ใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นจนปวดหลังหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ค่ะ ถ้าสาวๆ จำเป็นต้องใส่จริงๆ ก็ไม่ควรให้รองเท้ามีส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่งนะคะ
2️⃣ ท่านั่งผิดหลักสรีระ
👉 ถ้าไม่อยู่ในท่ายืน คนเราก็มักจะอยู่ในท่านั่ง ท่านั่งจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจหากจะรักษากระดูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ
▪️ นั่งไขว่ห้าง แม้จะเป็นท่านั่งประจำของสาวๆ ที่ทำให้ดูสง่างาม แต่ทำให้น้ำหนักตัวกดลงที่ด้านใดด้านหนึ่งของลำตัว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดงอ ทางที่ดีให้นั่งรวบขาชิดเอียงไปด้านที่ถนัดก็สวยสง่าไม่แพ้กันค่ะ
▪️ นั่งหลั่งค่อม ก้มหน้านานๆ ท่าประจำของคนทำงานหน้าคอมหรือคนที่ชอบก้มหน้าเล่นมือถือ ท่านี้ทำให้กระดูกค่อยๆ ผิดรูป ปวดหลังและคอเรื้อรัง เสี่ยงหลังค่อมถาวรเสียบุคลิกได้ ควรนั่งหลังตรงมองจอให้อยู่ในระดับสายตาค่ะ
▪️ นั่งไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกรับน้ำหนักมากกว่าที่ควรเพราะฐานของร่างกายมีน้อยเกินไป เป็นผลให้กระดูกสันหลังเกิดความเสียหายได้ ควรนั่งให้เต็มก้นและให้หลังติดพนักพิงค่ะ
3️⃣สะพายกระเป๋าข้างเดียว
👉 กระเป๋าสะพายข้างโดยเฉพาะกระเป๋าของผู้หญิง แม้จะดูดีตามแฟชั่น แต่หากสายกระเป๋ารับน้ำหนักได้ไม่ดีหรือใส่ของหนักเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อช่วงบ่าเกร็งรับน้ำหนักกระเป๋าอัตโนมัติ บ่าตึง ส่งผลให้ปวดหลัง ปวดไหล่ และลามไปปวดหัวได้ด้วย ที่สำคัญคือข้อต่อกระดูกที่รับน้ำหนักมากกว่าอีกข้าง อาจส่งผลให้กระดูกสันหลังคด และพัฒนากลายเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ค่ะ
▪️ ทางที่ดีให้ใช้เป็นกระเป๋าสะพายหลังที่เสริมให้หลังรับน้ำหนักได้ดีกว่า และไม่ควรใส่ของหนักเกิน 10% ของน้ำหนักตัวค่ะ
4️⃣ อาหารเค็มจัดโซเดียมสูง
👉 แคลเซียม คือ แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายใช้ในการสร้างเสริมให้กระดูกและฟันแข็งแรง ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมประมาณ 800มก./วัน และ 1,000 มก./วัน สำหรับเด็กที่กระดูกกำลังโต และผู้สูงอายุที่เสี่ยงกระดูกพรุนมากกว่า โดยแคลเซียมกว่า 99% ที่ได้รับมาจะถูกส่งไปใช้ที่กระดูกนี่เองค่ะ
ในหนึ่งวัน เราไม่ควรทานโซเดียมเกิน 2,000 มก. ค่ะ ถ้าเราทานโซเดียมมากเกินไป มันจะส่งกระทบทำให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมที่เราได้รับจากอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แคลเซียมอาจไม่เพียงพอให้ร่างกายใช้งาน เพิ่มเสียงโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะบางได้นั่นเอง
5️⃣ เครื่องดื่มเพิ่มเสี่ยงกระดูกพรุน
▪️ น้ำอัดลม : กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมสามารถจับรวมกับแคลเซียมในเลือด ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ค่ะ
▪️ คาเฟอีน : คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นให้แคลเซียมถูกขับออกจากร่างกายมาขึ้น การดื่มคาเฟอีนมากเกินไปจึงเพิ่มเสี่ยงกระดูกพรุนและเปราะได้
▪️ แอลกอฮอล์ : ปกติวิตามิน D คือ ตัวเร่งให้ลำไส้สามารถดักจับแคลเซียมก่อนลำเลียงเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ แต่การดื่มแอลกอฮอล์จะเข้าไปลดระดับวิตามิน D ในร่างกายทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมได้น้อยลง ทั้งยังเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกายด้วย
6️⃣ ไม่ออกกำลังกาย
👉 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลยจะมีกระดูกที่อ่อนแอกว่าคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอค่ะ เพราะกระดูกก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ ถ้าอยากให้แข็งแรงก็ต้องฝึกมันอยู่เสมอ การออกกำลังกายประเภทที่มีการกดน้ำหนักลงบนกระดูกอย่าง การเดินต่อเนื่อง เดินทางชัน วิ่งจ้อกกิ้ง เต้น ไท้เก๊ก โยคะ กระโดดเชือก เวทเทรนนิ่งแขนขา ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความหนาแน่นของกระดูกมากขึ้นค่ะ ยิ่งถ้าเป็นการออกกำลังกายกลางแจ้งในตอนเช้า จะยิ่งช่วยให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้นเพราะการสร้างวิตามิน D ที่ถูกกระตุ้นจากแสงแดดค่ะ
ถ้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ได้ กระดูกที่เป็นเหมือนโครงสร้างของบ้านก็จะแข็งแรงพร้อมสำหรับกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ปวดหลังเรื้อรังจนนั่งทำงานอย่างทรมาน เดินเหินสะดวกไปเที่ยวได้ดั่งใจ มีบุคลิกที่ดีสวยสง่า ไม่เสี่ยงกระดูกพังตั้งแต่อายุยังน้อย อย่าลืมดูแลสุขภาพกระดูกของคุณให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ 🙂
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ออกกำลังกาย #กระดูกพัง #โรคกระดูกพรุน
10/07/2023
6 วิธี เตรียมตัวเข้าสู่ “ วัยทอง “
1. ทานอาหารที่มีประโยชน์
ทานให้ครบ5หมู่ เพิ่มสารอาหารประเภทเส้นใยจากผักและผลไม้
2. เสริมแคลเซียมให้ร่างกาย
แคลเซียมจะมีอยู่มากในอาหารประเภทถั่ว ผักใบเขียว หรือหากกลัวไม่เพียงพอควรรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมเพิ่มเติม
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ3ครั้ง ครั้งละ30 นาที เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน
5.ตรวจสุขภาพประจำปี
หลักๆควรได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเช่น ตรวจเลือด วัดความดัน ในทุกๆปี
6.พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ กับ คู่รัก
ควรพูดคุยปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ ที่ไม่เหมือนเดิม เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและอารมณ์
30/06/2023
ปรับพฤติกรรมการกินเค็ม #ลดโซเดียม บริโภคให้พอดีในแต่ละวัน
✅ ลดปรุง - ไม่ปรุงเพิ่ม
✅ ลดซด - ไม่ซดจนเกลี้ยง
✅ ลดจิ้ม - ไม่จิ้มจนชุ่ม
เริ่มวันนี้! เพื่อสุขภาพไตที่ดีขึ้น ✨
ปริมาณโซเดียมที่แนะนำไม่ควรบริโภคเกิน 2,000 มก./วัน
#ลดเค็มลดโรค #ลดซด #ลดปรุง #ลดจิ้ม
30/06/2023
ผู้สูงอายุทุกคนต้องระวัง ‼️
เพราะ “ โรคกระดูกพรุน ” เกิดขึ้นได้กับทุกคน
ป้องกันตั้งแต่วันนี้ ด้วย “ Calfos55 “ 📌
แคลเซียมที่ได้รับการยอมรับจากยุโรปและอเมริกา
📌 สอบถามเพิ่มเติม
📞 095-120-8778
Facebook: Hitlifecare
Line : https://lin.ee/hTmKRVg
18/06/2023
❌ 5 อาหารที่ควรระวัง “โซเดียม” ก่อนทำไตเสื่อม ‼️
ใน 1 วันคนเราไม่ควรกินเกลือเกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาเกิน 3 ช้อนชา แต่จากการสำรวจกลับพบว่า คนไทยเราได้รับโซเดียมเกินพอดีถึงกว่า 2 เท่า ส่งผลให้มีผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังถึงกว่า 20 ล้านคน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะไตที่ต้องทำงานหนักขึ้นจนเป็นไตวายเรื้อรัง ยิ่งกินเค็มนานก็ยิ่งเสี่ยงหัวใจวาย หัวใจขาดเลือด เส้นเลือดสมองแตก จนกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้เลยทีเดียวค่ะ
แล้วโซเดียมก็ไม่ใช่แค่เกลือหรือน้ำปลานะคะ แต่มันอยู่ในทุกซอสปรุงรส ผงชูรส ซุปก้อน ผงฟูในขนมอบทั้งหลายก็มีปริมาณโซเดียมอยู่มากค่ะ มาดูกันว่าในแต่ละวันเราควรลดการทานอาหารที่มีโซเดียมสูงชนิดใดกันบ้าง
1 .อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง
2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ เต้าหู้ยี้ ซอส หอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่างๆ
3. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยูู่ด้วย
4. อาหารกระป๋องต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสําเร็จรูปต่างๆ ขนมกรุบกรอบ
5. อาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง
นอกจากนี้ ก็ควรลด ละ เลิกติดนิสัยปรุงเค็มเพิ่ม ให้ชิมก่อนปรุงเสมอ อย่าคิดว่าแค่เติมนิดเดียว เพราะของแบบนี้มันค่อยๆ สะสมในร่างกายค่ะ หากไม่อยากป่วยเป็นโรคเรื้อรัง กินอะไรก็ควรลดเติมเค็มลงสักครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยนะคะ
18/06/2023
📣 หากคุณคือ " ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง "
ที่มีปัญหา " ฟอสเฟตสูง "
ทักด่วน‼️
👍🏻 เพราะ Calfos55 คือ ทางเลือกใหม่ ของการลดฟอสเฟตที่แพทย์แนะนำ 👍🏻
💊 Calfos 55 💊
✔️ มีส่วนผสมของแคลเซียมและแมกนีเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
✔️ ไม่ทำให้หินปูนจากแคลเซียม เกาะที่หลอดเลือด
❌ ไม่ทำให้ท้องผูกเหมือนแคลเซียมทั่วไป❌
✔️ สูตรของผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและมีใช้มากว่า 10 ปีจากทั้งยุโรปและอเมริกา
13/06/2023
“วิธีทานยาที่ถูกต้อง”
โดยเภสัช
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยดูหนังฝรั่ง
พระเอกโยนยาเข้าปากโดยไม่กินน้ำตาม แทบทุกเรื่อง
อย่าทำแบบนี้เด็ดขาด ชีวิตไม่ใช่หนัง !
กินยาแล้ว ต้องดื่ม “น้ำเย็น” ตาม
ดื่มให้มากพอเพื่อให้ยาละลาย
และห้ามนอนทันที
ถ้าจะนอน ต้องรอ 1/2 ชั่วโมง
ยาเม็ดหรือแคปซูลจะละลายได้ดีในน้ำเย็น เมื่อยาละลายได้ดีจะเดินทางไปถึงลำไส้เล็กเพื่อถูกดูดซึม
ถ้าคุณกินยากับน้ำอุ่น /น้ำร้อน /น้ำหวาน /น้ำผลไม้
การละลายจะลดลงมากหรือไม่ละลายเลย
จุดเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด
ถ้าละลายน้อยหรือละลายช้า ยาก็เดินทางผ่านกระเพาะช้า อาจจะแตกตัวที่กระเพาะและทำลายเยื่อบุกระเพาะ
อาจรุนแรงจนเกิดปัญหาตามมาได้มาก
ข้อมูลโดย : เภสัชกร พรศักดิ์ เมฆอรียะ
12/06/2023
โซเดียมวันละไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ต้องเช็กยังไงให้รู้ว่าไม่ได้กินเกินพอดี ?
โซเดียมไม่ใช่ตัวร้าย เพราะร่างกายเรายังต้องการโซเดียมในการรักษาสมดุลกรด-ด่าง ควบคุมสมดุลน้ำและของเหลวภายในร่างกาย ควบคุมหัวใจให้ทำหน้าที่ได้ปกติและสม่ำเสมอ ควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ การดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่บางชนิดในไตและลำไส้เล็ก และควบคุมระบบความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
ด้วยข้อดีที่ร่ายยาวมาขนาดนี้ ทำให้เราต้องเติมโซเดียมเข้าร่างกาย เพราะโซเดียมเป็นเกลือแร่ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง แต่โดยทั่วไปร่างกายเราต้องการโซเดียมแค่วันละ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือหากจะมากกว่านั้นก็ต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น
แต่จะชั่ง ตวง วัด อย่างไร นี่ยังเป็นเรื่องชวนกุมขมับ เรามีวิธีเช็กโซเดียมใน 1 วัน จากคำแนะนำของกรมอนามัยมาบอกต่อ
#เช็กเครื่องปรุงอาหาร เรามักใช้เครื่องปรุงหลากหลายชนิดในการปรุง แต่เครื่องปรุงแต่ละชนิดก็มีปริมาณโซเดียมที่ต่างกัน เมื่อเทียบปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม จะเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา, น้ำปลา 4 ช้อนชา, ซีอิ๊วขาวและซอสปรุงรส 6 ช้อนชา, ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ ปริมาณแนะนำที่พอเหมาะคือ ให้เติมน้ำปลาหรือซีอิ๊วไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อมื้อ
แต่ในการปรุงอาหาร เรามักจะปรุงในปริมาณที่มากกว่า 1 ที่ หรือมากกว่า 1 มื้อ และเรามักจะใส่เครื่องปรุงรสมากกว่า 1 ชนิด และอาหารบางชนิดเรายังต้องการเครื่องปรุงรสต่างๆ เพิ่มเติมอีก จึงต้องระวังสัดส่วนในการปรุงแต่ละครั้งไม่ให้เกินพอดีด้วย
#อ่านฉลากโภชนาการ ด้วยการสังเกตปริมาณโซเดียมบนบรรจุภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่มีทั้งฉลากแบบ GDA (Guideline Daily Amount) หรือฉลากหวานมันเค็ม ที่แสดงข้อมูลโภชนาการเป็นค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม และระบุค่าร้อยละที่ร่างกายจะได้รับต่อวันเอาไว้ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หากบนฉลากระบุปริมาณโซเดียมไว้ที่ 500 มิลลิกรัม ก็จะคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณที่ร่างกายได้รับต่อวัน เท่ากับว่า เมื่อกินอาหารนั้นจนหมด ร่างกายเราได้รับโซเดียม 500 มิลลิกรัมแล้ว ปริมาณการบริโภคโซเดียมในอาหารอื่นๆ ที่เหลือในวันนั้น จึงไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัม
#แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ #สสส
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10900
