Slimbody by me

Slimbody by me

แชร์

(หน้าใส , ผอม , หุ่นกระชับ , ไม่มีกลิ่นปาก , ฟันขาว)

Photos from Slimbody by me's post 13/03/2017

จัดส่งเรียบร้อยนะค่ะ...กทม รับพรุ่งนี้...ต่างจังหวัดรับวันพุธนะค่ะๆๆท่านได้ไม่ได้รับรบกวนแจ้งติ๊กทางไลน์ด่วนๆๆๆนะค่ะ

Photos 05/03/2017

มาเด้อ...อาหารแก้ง่วง...

Photos 04/03/2017
Photos 04/03/2017

ใครชอบเป็นบ้างค่ะ..

Photos 03/03/2017

อยากกินเด้...คิดถึงบ้าน....

Photos from Slimbody by me's post 03/03/2017

ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

วิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย
แชร์ได้เลยก่อนแชร์กดไลน์ด้วยนะ ที่บอกไม่ใช่อะไรนะคืออยากรู้ว่า ใครติดตามบ้างจะลบออกถูกคนเพราะมีรอเข้าเยอะแต่เต็มแล้ว
ลิงก์ผู้สนับสนุน ช่วยกดไลน์ให้กำลังใจกัน

โรคกระดูกเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ ขอแนะนำเป็นพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม

ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
ชุดละวัน เช้า เย็น แบ่งเอา
– กระชาย 1 ขีด
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม

1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว

2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ

3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ
แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วันฟ้าใส ใจสองเรา

Photos 02/03/2017

ผ่อนคลาย ยามเย็น นะ เออ ^^^

Photos 02/03/2017

ฟันผุเสี่ยงโรคได้มากกว่าที่จะคาดเดาได้ ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งตับอ่อน หรือแม้กระทั่งโรคอ้วนก็ด้วย !

อาการฟันผุที่ดูเหมือนเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่ไม่น่าร้ายแรงอะไร อาจมีรู้สึกเจ็บปวดบ้างแต่หากถอนฟันผุออกก็หายได้ เหตุผลนี้เลยทำให้คนไม่ค่อยใส่ใจอาการฟันผุกันมากนัก แต่รู้ไหมคะว่าเบื้องหลังอาการฟันผุน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะนอกจากฟันผุอาจทำให้รากฟันเสียหายแล้ว ยังส่อถึงความเสี่ยงของ 7 โรคนี้ได้ด้วย

1. เบาหวาน

นักวิจัยจาก Columbia University's Mailman School of Public Health เผยผลศึกษากับผู้ทดลองที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานกว่า 9,296 คน และพบว่า ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะโรคฟันผุมีแนวโน้มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีปัญหาฟันผุหรือมีปัญหาสุขภาพช่องปากค่อนข้างน้อย

ทั้งนี้นักวิจัยอธิบายว่า เชื้อแบคทีเรียจากฟันผุอาจนำมาซึ่งอาการอักเสบในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจส่งผลกระทบไปถึงความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

อีกทั้ง Pamela Mcclain จาก American Academy of Periodontology ยังบอกด้วยว่า การอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียจากฟันผุ อาจส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดได้ทั้ง 2 ทาง คือ เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตในร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือดอาจพุ่งสูง หรือในบางเคสอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ ดังนั้นร่างกายจึงควบคุมการหลั่งอินซูลินได้ยากกว่าปกติจนอาจเสี่ยงโรคเบาหวานได้นั่นเอง

2. โรคหัวใจ

เช่นเดียวกันกับโรคเบาหวาน การที่มีฟันผุอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียกระจายไปตามหลอดเลือด เป็นผลให้เลือดไหลเวียนเข้าหัวใจได้น้อย ตามมาด้วยอาการความดันโลหิตสูง ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงโรคหัวใจแล้ว การที่เลือดไหลเวียนไม่คล่องตัว ก็อาจทำให้คราบพลัคและไขมันเกาะติดอยู่ตามผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคสโตรค เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีกต่างหาก

และแม้ว่าโรคหัวใจอาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมสิงห์อมควัน การรับประทานอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย และปล่อยให้น้ำหนักเกินร่วมด้วย ทว่าอาการฟันผุก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เพราะตามสถิติจาก WebMd ผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 91% มักจะมีโรคฟันผุติดตัวอยู่ด้วยนะคะ

นอกจากนี้ทาง ทันตแพทย์หญิงนฤมล ทวีเศรษฐ์ งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังเผยว่า เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการฟันผุ ยังเป็นเชื้อเดียวกับที่ตรวจพบในโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ และลิ้นหัวใจอักเสบอีกด้วย

3. เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด พัฒนาการของลูกด้อยกว่าปกติ

ผลการศึกษาเมื่อปี 2001 พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาฟันผุในช่วงสัปดาห์ที่ 21-24 ของการอุ้มท้อง จะมีความเสี่ยงครรภ์ผิดปกติมากถึง 4-7 เท่า เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพช่องปากดี และส่วนใหญ่มีแนวโน้มคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ อีกทั้งน้ำหนักทารกแรกเกิดอาจต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอีกด้วย

ยิ่งโดยเฉพาะแม่ตั้งครรภ์ที่ปล่อยให้ฟันผุอยู่นาน ๆ เชื้อโรคจากฟันผุอาจแทรกซึมผ่านเส้นเลือดไปถึงทารกในครรภ์ ทำให้เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับปอด หัวใจ และกระทบมาถึงพัฒนาการของเด็กได้ เพราะอย่าลืมว่าเลือดของคุณแม่ก็ส่งตรงเข้าไปหล่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์นะคะ

4. ปอดติดเชื้อ

แค่ฟันผุจะเสี่ยงโรคปอดติดเชื้อได้ยังไง คำตอบอยู่ที่ว่า แอนอานาโรป (Ananarob) หรือเชื้อโรคในฟันผุ จะเข้าไปปนกับน้ำลายและกระจายมายังปอดผ่านการกลืน หรืออาการสำลักน้ำลายในขณะหลับ ทำให้เกิดหนองในปอด ซึ่งคนที่เสี่ยงจะเป็นโรคนี้ นอกจากจะมีฟันผุแล้ว ยังอันตรายมากในผู้ที่ฟันผุแล้วดื่มแอลกอลฮอล์ เนื่องจากเชื้อแอนอานาโรป เป็นเชื้อที่ไม่พึ่งออกซิเจน และจะทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ปอดเป็นหนองหลาย ๆ จุด เกิดน้ำท่วมปอด อาการรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า และรักษาค่อนข้างยาก

5. โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนและอาการฟันผุมีความเกี่ยวข้องกันในส่วนที่ทำให้มวลกระดูกหาย โดยเฉพาะหากปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียจากฟันผุกัดกร่อนกระดูกกรามและฟัน มวลกระดูกจากแขน และขาอาจต้องเดือดร้อนกระจายมวลกระดูกมาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดนี้ จนส่งผลให้ส่วนนั้น ๆ เกิดภาวะขาดมวลกระดูกได้ ทั้งนี้นักวิจัยยังบอกด้วยว่า เพศหญิงที่ฟันผุอาจเสี่ยงต่อโรคนี้ได้มากกว่าเพศชายด้วยนะคะ

6. มะเร็งตับอ่อน

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ National Cancer Institute ระบุว่า กลุ่มอาสาที่มีอาการฟันผุเรื้อรัง มีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอ่อนมากขึ้น ยิ่งกับกลุ่มอาสาที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ กลุ่มนี้ความเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อนจะเพิ่มสูงเป็นเท่าตัว

โดยนักวิจัยอธิบายว่า ภาวะฟันผุเรื้อรังจะทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบเรื้อรังไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนั่นก็ทำให้ร่างกายเกิดสารก่อมะเร็งไปโดยปริยายด้วยนั่นเอง

7. โรคอ้วน

การศึกษาจาก 2 สถาบันบอกตรงกันว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างโรคฟันผุ มีผลให้ร่างกายไวต่อไขมันมากกว่าปกติ และอาจนำไปสู่โรคอ้วนได้

ย้ำกันอีกทีว่าโรคฟันผุร้ายแรงกว่าที่คิดนะคะ และเมื่อรู้ว่าฟันผุจะก่อความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ได้อย่างนี้แล้ว ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากให้มากขึ้น และอย่าลืมดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย

Photos 02/03/2017

ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นประโยขน์ต่อร่างกายกินถั่วก็มีประโยชน์นะคะ
*ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม :D

สาวเมืองชลขายผัดกระเพรายักษ์ถาดนี้แค่ 40 บาท เติมข้าวได้ไม่อั้น-ขายได้วันละ 200 ถาด! 17/02/2017

ใหญ่มากกและคุ้มมากกก

สาวเมืองชลขายผัดกระเพรายักษ์ถาดนี้แค่ 40 บาท เติมข้าวได้ไม่อั้น-ขายได้วันละ 200 ถาด! วันที่ 17 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ซอยประปาไร่กล้วย …

Photos from Slimbody by me's post 17/02/2017

บุหรี่ไฟฟ้าสุดอันตราย เสี่ยงหัวใจ-มะเร็ง
สธ.ดันกฎหมายควบคุม : พรรณทิพา จิตราวุฒิพรรายงาน
ความพยายามในการเลิกบุหรี่ของหลายคน กลายเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้ค้าหัวใส ลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้ามาจำหน่ายแทนโดยอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วอันตรายต่อสุขภาพยิ่งกว่า เพราะมีสารก่อมะเร็งหลายชนิดเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้

บุหรี่ไฟฟ้ามีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยประมาณ 5 ปี โดยมีจำหน่ายที่ตลาดสินค้านำเข้าจากประเทศจีน เช่น คลองถม สะพานเหล็ก ห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าเกรด 2 รวมถึงตลาดนัดสินค้าประเภทมือสอง แต่ระยะหลังพบว่ามีการจำหน่ายในอินเทอร์เน็ตและผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยผู้จำหน่ายมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ช่วยให้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้ อีกทั้งตัวผลิตภัณฑ์มีการออกแบบสวยงามพกพาได้สะดวก ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งเมื่อซื้อแล้วใช้งานได้นานในระยะยาวจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า

ภัยอันตรายรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "บุหรี่ไฟฟ้า" หรือ "e-cigarette" ซึ่งจับใจความหลักๆ ที่ผู้ทรงคุณวุฒิกล่าวถึงความอันตรายของมันได้ว่า
1. นิโคตินมากกว่าบุหรี่เดิม
2. มีมากมายหลากหลายให้เลือก เป็นสิบๆกลิ่นและรส คนเสพหน้าใหม่จะติดเพิ่มขึ้นได้ง่าย
3. ไม่มีอ.ย. และไม่เคยผ่านการวิจัยทางการแพทย์ หรือจากทางกระทรวงสาธารณสุข
4. และสำคัญที่สุด ผิดกฏหมายหลายมาตรา

ผู้จำหน่ายยังอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีเพียงไอน้ำ เมื่อสูบไปแล้วจะไม่ทำให้ผู้สูบมีกลิ่นติดตัว ฟันไม่เหลือง และควันของบุหรี่ไม่มีอันตรายต่อคนรอบข้าง ซึ่งความจริงแล้วไม่เป็นความจริง โดย ภก.คฑา บัณฑิตานุกูล เครือข่ายเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่ ยืนยันว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อผู้สูบมากกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า

"ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยมากกว่าบุหรี่ทั่วไป โดยยกตัวอย่างว่า บุหรี่ปกติมีสารพิษกว่า 6,000 ชนิด แต่บุหรี่ไฟฟ้ามีแค่นิโคติน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะในบุหรี่ไฟฟ้า จะมีปริมาณนิโคตินที่เข้มข้นสูงกว่าใบยาสูบทั่วไป และไม่สามารถควบคุมปริมาณนิโคตินได้ ซึ่งอันตรายคือ นิโคตินจะทำให้อัตราการเต้นหัวใจสูง และอาจส่งผลต่อความดันโลหิต และเมื่อมีการเผาไหม้ สารโพรไพลีน ไกลคอล (propylene glycol) ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จะเกิดสารตกค้างที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ และการวิจัยที่ผ่านมายังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ต่ำ หรือแม้จะหยุดสูบบุหรี่ธรรมดาได้ แต่ผู้สูบกลับต้องการบุหรี่ไฟฟ้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้น อาการดังกล่าวคือการติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน" ภก.คฑา กล่าว

สอดคล้องกับ นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส หัวหน้าสำนักงานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ทั่วไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง และส่งผลต่อสุขภาพไม่แตกต่างกัน แต่ผู้ใช้เข้าใจผิดคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย เพราะเป็นการใช้ไอน้ำผ่านตัวดูด แต่สารที่ผสมในน้ำมันชนิดนี้ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และตัวของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม

ขณะที่น้ำมันระเหยที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า มีสารนิโคตินเข้มข้นสูงกว่าใบยาสูบทั่วไป และยังมีสารตกค้างจำพวก ไกลคอล ตะกั่ว แมงกานิส สังกะสี ปรอท สารหนู และแคดเมียม ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อสูบเข้าไปปริมาณมากจะทำลายระบบหายใจในระยะยาวจะเป็นมะเร็ง

"ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่นนิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ล่าสุดพบว่าเด็กนักเรียนชั้น ป.3 ยังติดบุหรี่ชนิดนี้เพราะเห็นผู้ปกครองสูบจึงเกิดการเลียนแบบ กลุ่มวัยรุ่นเห็นว่าเป็นแฟชั่น น้ำยาบุหรี่มีหลายกลิ่น หลายรส ชวนให้ลิ้มลอง ซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการดำเนินการโดยเร่งด่วน" นพ.วันชาติ กล่าว

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยได้ แต่พบว่า ปัจจุบันมีจำหน่ายโดยทั่วไป ซึ่ง นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังระบาดอย่างหนัก ทั้งที่มีกฎหมายห้ามไว้อย่างชัดเจน เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่างกฎหมายเพื่อบังคับให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันกับบุหรี่ทั่วไป เพื่อจะได้กำหนดขอบเขตของผู้สูบและผู้จำหน่ายเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป โดยกฎหมายได้ร่างเรียบร้อยแล้วอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ปัจจุบันมีกฎหมาย 3 ฉบับ ที่ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า คือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 เรื่องห้ามผลิตนำเข้าเพื่อขายหรือเพื่อจ่ายแจกที่มีรูปลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งเลียนแบบผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท, พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบัน เว้นได้แต่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี โดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรสยาม ความผิดครั้งหนึ่งจะมีโทษปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรขาเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

แต่กลับพบว่ากฎหมายดังกล่าวยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยนายเอ (นามสมมุติ) ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ยอมรับว่า ทราบดีว่าการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เป็นการทำผิดกฎหมาย แต่ไม่กลัว เนื่องจากรายได้ดีคุ้มค่ากับการเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ปัจจุบันลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รูปร่างแปลกๆ สีสันสวยงาม ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าเมื่อซื้อบุหรี่ไฟฟ้าไปแล้วก็จะกลับมาซื้อน้ำยาบุหรี่ที่จำเป็นต้องนำไปเติมกับตัวบุหรี่เป็นประจำ

"รู้ว่าผิดกฎหมาย จึงเลือกจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าเฉพาะทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่เปิดหน้าร้าน มีคนใกล้ชิดเคยเปิดร้านที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านรังสิตถูกจับกุม แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินคดี เพียงแต่มีค่าน้ำร้อนน้ำชา 20,000 บาท ก็กลับมาจำหน่ายสินค้าได้ต่อ และหลังจากนั้นก็ไม่ถูกจับอีกเพราะมีการแจ้งล่วงหน้าหากจะมีการกวาดล้างสินค้าประเภทนี้" ผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้ารายเดิม เปิดเผย

การไม่เอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้า แพร่หลายอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งดำเนินการกวาดล้างปราบปรามอย่างจริงจัง เด็กและเยาวชนไทยอีกไม่น้อยคงตกเป็นเหยื่อ ที่สำคัญสถิติผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งคงเพิ่มขึ้นจนยากที่จะควบคุม

สุดท้าย หาอ่านเพิ่มเติมเอาเองนะครับ
ถ้าคุณไม่เคยสูบบุหรี่ อย่าริลองเด็ดขาด
ถ้าคุณยังพอเลิกได้ ก็เลิกซะ
ถ้าคุณไม่คิดเลิกบุหรี่ ก็กลับไปอ่านใหม่อีกรอบละกัน
แล้วคุณอาจจะพบทางใหม่ ที่ดีกับคุณและใครใกล้ตัวๆ
แต่ไม่ใช่พวกชั้นบนของห่วงโซ่ ที่รอภาษีบาปจากคุณแน่นอน
cr.อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10270