My old story life

My old story life

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก My old story life, สุขภาพ/ความงาม, Chon Buri.

Photos from My old story life's post 17/04/2023

*👆 โพสต์ ที่ 4 Story Ep.4
*ครั้งแรกกับการมีเพศสัมพันธ์ที่เจ็บปวด”…😔

* ตั้งแต่มาทำงานร้านอาหารที่นี่ กลางคืนเดินเสริฟ เดินชงเหล้า กลางวันนอน มีบ้างที่ออกเดินเที่ยวใกล้ๆร้าน แต่ส่วนมากจะนอนเอาแรงมากกว่า บางทีนอนจนถึง 4 โมงเย็น แล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวเข้างาน 5 โมงเย็น !!!
เหลืออีก แค่ 2 วันเราก็จะได้รับเงินเดือนของเดือนแรกแล้ว และจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆเด็กเสร็จด้วยกัน ที่ชวนกันตั้งแต่กลางเดือนละ 😁
ส่วนนุชนางบอกจะขอแยกไปเที่ยวกับแฟนนางและจะค้าง 2 คืนถึงจะกลับมาที่ร้าน !!!
เจ้าของร้านให้วันหยุดเหมือนกับร้านเก่าเลย คือ เดือนละ 2 วัน !
พวกเราขับมอไซค์ไป 2 คัน 4 คน ผู้หญิง 3 คน ผู้ชาย 1 คน มี อีแอ๋ม พี่ดา เรา และ ไอ้บอย( ไอ้บอยอายุประมาณ 17-18 เป็นแฟนพี่ดา 😁)
พากับขับไปเที่ยวที่ ชายหาด บางแสน จ.ชลบุรี พอไปถึงก็เห็นผู้คน เต็มชายหาด ร่มสีๆเรียงรายทอดยาว มองไปจนสุดสายตา ทุกคนดูมีความสุข สนุกสนานกัน พวกเราจอดรถ ลงจากรถได้ก็ตรงไปที่ชายหาดกัน ด้วยความดีใจ ตื่นเต้น ที่เราเพิ่งจะเคยเห็นน้ำทะเลเป็นครั้งแรก ก็รีบถอดรองเท้าแตะ แล้วเดินลงไปเหยีนบพื้นทราย เดินลงไปชายหาดให้น้ำทะเลที่กำลังกระเพื่อมอยู่ซัดมากระทบขาเรา พวกเราพากันเล่นน้ำทั้งเสื้อผ้าที่ใส่ไปนั่นแหละ พอเล่นน้ำจนเหนื่อยก็เดินเล่นชายหาด มีคนวิ่งมาถามถ่ายรูปไหม ใบละ 10 บาท พวกเราถ่ายคนละใบ คนถ่ายรูปบอกพรุ่งนี้ถึงจะได้รูป แล้วจะเอามาให้ที่ชายหาดตรงนี้ พวกเราก็ ตกลง 👌 พอค่ำ พี่ดาบอกต้องรวมเงินกันจ่ายค่าที่พักนะ เป็นบังกะโล 1 หลัง มี 2 ห้องนอน เรากับอีแอ๋มส่งเงินให้พี่ดาแล้วก็พากันขับมอไซค์ออกไปหาร้านขายของชำ เพื่อ ซื้อเหล้าแม่โขง 1 ขวด น้ำแข็งและโซดา 4 ขวด พอกลับมาถึง จอดรถเสร็จพี่ดาก็บอกพวกเอ็งกินกันเลยนะพี่จะนอน เรากับอีแอ๋มก็ยกถุงเหล้าออกไปนั่งดื่มกัน 2 คนหน้านอกชานของบังกาโลนั่นแหละ คุยกันเรื่อยเปื่อย จนมาถึงตอนที่อีแอ๋มนางบอกเราว่า “กูว่าไอ้บอยมันแอบชอบมึงเป่าวะ? ดูมันแอบมองมึงบ่อยๆ” เราที่เริ่มเมา ก็ตกใจนิดหน่อย ทำหน้า งง ๆ คิดในใจ อีแอ๋มเมาแล้วแน่ๆ เลยบอกมันไปว่า “ มันจะมาชอบอะไรกู กูไม่ได้ไปชอบมันนะโว้ย ระวังพี่ดาจะตบปากเอานะมึง พูดไปซี้ซั้ว”….สำหรับพี่ดาแกอายุแยะกว่าไอ้บอย 1 รอบแต่แกก็เป็นเด็กเสริฟเหมือนกับพวกเรา แกจะไม่ค่อยถูกกันกับพี่แอนที่เป็นหัวหน้าเด็กเสริฟและเป็นกับตันด้วย เพราะพี่แอนเคยจับได้ว่าพี่ดากินเหล้ากับลูกค้า และเคยล้วงกระเป๋าเงินลูกค้า จนมีเรื่องมีราวกันถึงขั้นตบตีกันในร้านมาแล้ว แต่เจ้าของร้าน ( ป๋าเดช +เจ๊แดง ) ได้แค่เรียกทั้งสองคนไปตักเตือน ดูแล้วว่าพี่ดาทำเสริฟมานานและมีลูกค้าติดแกแยะมาก ย้ายไปเสริฟร้านไหนลูกค้าก็ตามไปหาแก แกปากหวาน อ้อนเก่ง ได้เงินทิปมือทีเป็นพันบาท บางครั้ง 2-3พันบาทแกก็เคยได้ แต่แกก็จะเอาไปเที่ยว เลี้ยงเด็กผู้ชายต่ออีกที นี่คือประวัติแกที่เพื่อนในร้านเล่าต่อๆกันมาเท่าที่เราได้ยิน!!!
แค่ได้ยินประวัติพี่ดาแก เราก็กลัวอยู่เป็นทุนแล้วด้วย😅
กินเหล้ากับอีแอ๋มถึงกี่โมงไม่รู้ เมาจนไม่รู้ว่าพากันเข้าไปนอนกันตอนไหน😂
เรากับอีแอ๋มสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูของพี่ดา!
พากันเช้คเอ้าท์เที่ยง แล้ว ก็พากันเดินไปที่จุดนัดพบเพื่อรับภาพที่ถ่ายกันไว้เมื่อวาน เสร็จก็ไปหาข้าวเช้ากินกัน แล้วก็ขับรถออกจากบางแสน พากันแวะจอดซื้อ “ขนมจาก” ที่ อ.หนองมน!
กลับไปถึงร้านก็ 6 โมงเย็น อีแอ๋มกลับห้องนางไปแล้ว เราก็เดินกลับเข้าห้องตัวเอง ที่ตอนนี้มีเราต้องนอนคนเดียว และเป็นครั้งแรกที่ต้องนอนคนเดียว!
ดีที่ห้องพนักงานร้าน อยู่ห่างจากร้าน ประมาณ300 เมตร และอยู่หลังร้าน เวลาพนักงานคนที่ไม่ได้หยุดวันนี้
ก็ทำหน้าที่ของใครของมันต่อไป ห้องที่นี่พื้นและฝาผนังห้องเป็นอิฐก่อฉาบกั้นเป็นห้องใครห้องมัน เรียงกันประมาณ 15 ห้อง มีหลอดไฟกลางห้อง 1 ดวง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ มีแต่ของที่นุชซื้อเข้ามาไว้ มีพัดลม 1 ตัว หมอนมุ้ง ฟูกที่นอนประมาณ 5 ฟุต และผ้าห่มนวม 1 ผืน ถ้วยจานช้อนชาม กองกันอยู่อีกมุมห้อง เสื้อผ้าชุดนักร้องของนาง ก็จะแขวนไว้ที่ราวที่เหมือนราวตากผ้าสีน้ำเงิน…แต่ห้องอาบน้ำ และ ห้องส้วม จะอยู่ข้างนอก ใช้รวมกัน ฝั่งซ้าย 4 ห้อง ฝั่งขวา 4 ห้อง
อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็นอนอ่านหนังสือ คสคส. ( 📖หนังสือ คู่สร้างคู่สม😁 ) สักพักก็ได้ยินเสียงเพลงที่ร้านเริ่มร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี “ เดินไปปิดไฟนอน แต่นอนไม่หลับเลย เพราะแสงไฟหน้าห้องที่สลัวส่องมาถึงในห้องแต่แค่ประตูห้องเท่านั้น เลยลุกออกมานั่งรับลมหน้าห้อง ( ไฟหน้าห้องจะเปิดไว้ตลอดทั้งคืน ) ช่วงนั้นประมาณ 4-5 ทุ่มละ !
เห็นไอ้บอยเดินมาหาเรา เราก็ถามมันไปว่า “เอ้า…มึงจะไปไหนวะ แล้วพี่ดาไปไหนหละ ?
ไอ้บอย : “เบื่อหว่ะ…พี่ดาไปหาแขกละ พรุ่งนี้กลับ…มึงกินเหล้ากับกูเป่า เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง เมื่อวานกูยังไม่ได้กินเลย พี่ดาปลุกให้กูเอาทั้งคืนเลย 555”

เรา : ถึงว่าพี่ดาถึงไล่กูกับอีแอ๋มให้ไปข้างนอกนานๆ555

ไอ้บอย : โอเค งั้นมึงรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวกูออกไปซื้อคนเดียวเอง แล้วกลับมากินหน้าห้องมึงละกัน เตรียมแก้วกับกระติกน้ำแข็งรอเลย “

…ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องอื่นหรือเรื่องอย่างว่ากับมันเลย เพราะคิดกับมันแค่เป็นเพื่อนจริงๆ…
เราเดินไปในครัวที่อยู่หลังร้านเอาแก้วกับถังใส่น้ำแข็งกลับมาหน้าห้อง
ไอ้บอยมาถึงมีทั้งเหล้า ทั้งกับแกล้ม เราจัดแจงเดินเข้าไปเอาจาน ช้อน ชามในห้องออกมาแกะถุงกับแกล้ม
ชงดื่มกินกัน มันก็บ่นไป เราก็ฟังมันไป เราก็เล่าเรื่องแขกที่มาชอบเราให้มันฟังมั่ง !
มันก็เล่าเรื่องแขกผู้หญิงที่มาชอบมันให้เราฟังมั่ง !
เพลงในร้านอาหารก็ร้องกล่อมเป็นช่วงๆ จนต่างคนต่างเมา !
เลยบอกมันไปว่า “กูไม่ไหวแล้วหว่ะ กูไปนอนก่อนนะ มึงไม่ต้องเก็บของพวกนี้นะพรุ่งนี้ตื่นมาเดี๋ยวกูจัดการเอง นั่งคนเดียวได้นะโว้ย…
มันพยักหน้าหงึกๆ…เราก็หันหลังเดินเข้าห้องเปิดประตูเข้าไปกำลังจะหมุนตัวมาปิดประตู !…ไอ้บอยเอามือดันประตูเข้ามา !!!
!!…วินาทีนั้น..สัญชาตญาณเรามันทำให้รู้ทันที ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราถามมันด้วยความโมโห!!!
“ไอ้บอย มึงเข้ามาทำไม นี่มันห้องกูกับไอ้นุช นะโว้ย”
…มันไม่พูด…มันรีบลงกลอนประตู แล้วยื่นมือไปปิดไฟในห้องทันที !!! แล้วมันก็เอามือมาปิดปากเราอีกข้างกอดเอวเรา พร้อมกับเอาตัวมันดันร่างเราให้ถอยหลังไปตรงที่นอน !
…เวลานั้นเราทั้งดิ้นทั้งเอามือทุบทั้งถีบมัน !
จนมันพูดว่า”ถ้ามึงร้องอีกที กูชกมึงแน่” ตอนนั้นเราน้ำตาไหลแล้ว ในลำคอเรามีแค่เสียง ฮือ ฮือ !!!
มันก็ยังไม่เอามือที่ปิดปากเราออก จนเราร้องไห้เสียงเบาลงเพราะหมดแรงสู้ บวกกับเมาด้วย ครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ว่าได้ แต่รู้สึกตัวตลอดเวลาที่มันจับแขน จับขา ถอดเสื้อ ถอดกางเกงเรา มันทำเราจนเสร็จ แล้วมันก็ลุกใส่เสื้อผ้าเดินออกจากห้อง ประตูปิดลง !!!

พยายามพยุงตัวเองให้ลุกก็ลุกไม่ขึ้น จนผลอยหลับไป สะดุ้งตื่นอีกทีได้ยินเสียงพนักงานที่เลิกงานแล้วพากันเดินพูดคุยกันเดินผ่านหน้าห้อง ลุกเดินไปจับที่ประตูที่ปิดไว้ ค่อยๆเปิดประตูชะโงกหน้าออกไป !!!
หน้าห้องที่นั่งดื่มเมื่อช่วงเย็น ขวดเหล้าแม่โขงกลมหายไป เหลือแต่จานชามแก้ว ยังไม่ได้เก็บกวาด !!!

หันกลับมาปิดประตูลงกลอน ไม่กล้าเปิดไฟในห้องดูสภาพตัวเอง คิดไปต่างๆนาๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น !!!
มันกล้าทำกับเราได้ยังไง ?
เราจะเริ่มต้นบอกใคร ?
บอกไปแล้วจะมีคนเชื่อไหม ?
เขาจะช่วยเราไหม ?
เพิ่งมาทำงานก็มีปัญหาซะแล้ว !!!
พี่ดาต้องตบตีเราแน่ๆ !!!
ถ้าเราโดนไล่ออกแล้วเราจะไปไหนต่อ ฯลฯ
ร้องไห้ ๆๆๆๆ ร้องไห้แบบไม่มีเสียง
กลืนน้ำลายลงคอแบบฝืดๆ ค่อยๆนั่งลงพิงประตูห้องอยู่อย่างนั้นจนฟ้าสาง !
ลุกไปเอาผ้าถุงสำหรับเปลี่ยนเวลาอาบน้ำเสร็จ ขันที่มีสบู่นกแก้วยาสระผม ออกไปห้องอาบน้ำ รีบอาบรีบกลับมา แล้วเก็บกวาดล้างของหน้าห้องเข้าที่ แล้วถอดเอาผ้าปูที่นอนปลอกหมอน ออกไปซักตากเรียบร้อย ทั้งวันหมกตัวอยู่แต่ในห้องรอเพื่อนกลับมา !!!

แฟนนุชขับมอไซค์มาส่งนุชตอนเย็น ส่งถึงแค่ทางเข้าร้านแล้วก็ไป!

เราเล่าความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้นุชฟัง นางทั้งปลอบเราทั้งบ่นด่าไอ้บอยไปด้วย นางบอกต้องไปบอกเจ้านายให้รับรู้ เราบอกนางว่าเรากลัวจะโดนไล่ออกและกลัวพี่ดาด้วย!

เย็นนั้นนุชจับมือพาเราไปที่ร้าน นุชเล่าเรื่องให้เจ้านายฟังเสร็จ ป๋าเดชสั่งให้นุชไปตามไอ้บอยมาพบเดี๋ยวนี้!!!

เจ๊แดงบอกเราพรุ่งนี้สายๆอาบน้ำเตรียมตัวไปโรงพยาบาล แกจะมารับ 11 โมงเช้า เราพยักหน้าตอบรับ !

นุชนางกลับมาพร้อมไอ้บอย มันเห็นเรานั่งอยู่ตรงนั้น มันคงรู้ว่าจะโดรอะไร…เจ๊แดงเดินไปปะจันหน้ามัน แล้วตบหน้ามันอย่างสุดแรง แล้วเจ๊พูดว่า “กี่ครั้งแล้วมึงเนี้ยะ เด็กใหม่ที่ออกๆไปกี่คนละ ไอ้ระยำ!
สร้างแต่ความเดือดร้อนชิบหายมาให้กู คืนนี้ไม่ต้องทำงาน กลับไปเก็บเสื้อผ้าออกไปจากร้านเลยนะ” ป๋าเดชเสริมขึ้นว่า “พรุ่งนี้อย่าให้กูเห็นหน้ามึงอีกนะ ไปซะก่อนที่กูจะเรียกตำรวจมาลากคอมึง!!!

ตอนนั้นเรารู้สึกขยะแขยงมันทั้งโมโหทั้งสะใจ ตาเราเพ่งมองมันแบบแข็งกร้าวด้วยความโมโหสุดๆอยากจะกระโดดขย้ำมันต่อหน้าเจ้านายด้วยซ้ำ!!!

ตกลงคืนนั้นเรากับนุชไม่ได้ทำงาน พากันกินข้าวเสร็จก็พากันเข้านอน นอนคุยกัน นุชออกความเห็นว่าจะขับมอไซค์ของนางพาเราวิ่งหาสมัครงานร้านในเมืองดู ขืนเราอยู่ที่นี่ต่อไป ก็จะเป็นขี้ปาก เพราะถ้าแขกรู้เรื่องของเรา ทิปมือเราก็จะไม่ได้หรอก !!!

วันต่อมาเราก็เตรียมตัวรอเจ้แดง แกพาเราไปที่คลีนิคในเมืองตรวจสุขภาพร่างกาย แล้วให้เราไปฉี่ใส่กรวยพลาสติกเล็กๆเอาไปตรวจ รอสักพักหมอเรียกเจ๊แดงเข้าไปคนเดียว ( เซ็นเป็นผู้ปกครองให้เรา )

เจ๊แดงกลับออกมาพร้อมถุงยาเม็ด 1 ห่อ
ในห่อมี 30 เม็ด พอส่งเราถึงที่พักแกยื่นถุงยาให้เราแล้วเรียกนุชมาฟังด้วย แกบอกให้เรากินวันละ 3 เม็ด 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ติดต่อกันทุกวันอย่าเว้นวันเด็ดขาด! ให้เริ่มกินตอนนี้เลย 1 เม็ด ( เราก็กินเดี๋ยวนั้นเลย ) แล้วให้กินทุกวันจนหมด!!!

ผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์เมนส์เรามาแต่มามากกว่าปรกติ ทั้งปวดหัวปวดท้อง นุชบอกเจ้านายว่าเราคงออกไปทำงานไม่ได้ เจ๊แดงแกก็บอกนุชว่า ถึงจะเป็นเมนส์ก็ให้เรากินยาต่อไปจนหมด!
เราก็กินตามที่แกบอก จนผ่านไป 3 วัน กว่า จะดีขึ้นเรื่อยๆแล้วหายเป็นปรกติ !!! ( ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคือยาอะไร เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่ามันคือ “ยาขับเลือดเพื่อยุติการตั้งครรภ์” หรือยาทำแท้งนั่นเอง! )

👉…โปรดติดตามตอนต่อไป “การทะเยอทะยานกับการเข้าสู่วงการนักร้องสวนอาหาร”…👆

Photos from My old story life's post 15/04/2023

* โพสต์ที่ 3 Story * เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น Ep. 3 *

* ช่วงเริ่มได้เสริฟอาหารในร้านใหม่ๆ เรากับเพื่อน ก็อยู่ในกฎระเบียบดี พอนานๆไปหลายเดือน เริ่มออกนอกลู่นอกทางกัน เพราะตอนทำงานจะมีทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ ที่มากินอาหารกันเป็นกลุ่ม ที่มาเฉพาะผู้ชายทั้งหมด จะชอบพูดแซว พูดชวนไปเที่ยว เวลาเช้คบิลเสร็จ ก็จะเอาเงินทิป ยัดใส่ในมือเราและเพื่อนเรา ให้แบบทิปใครทิปให้มัน😁 พวกเราจะได้ไปเที่ยว ก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุดเท่านั้น แต่ก็พากันไปเป็นเพื่อนกัน 2-3คนตลอด ถึงแม้ว่าจะมีผู้ชายที่มารับจะมาคนเดียวก็ตาม เพราะถ้าในห้องพนักงานและบริเวณร้านอาหาร พวกเราจะอยู่ในสายตาพี่สาว แกจะคอยถามตลอดว่า จะไปเที่ยวที่ไหน? ใครมารับไป? ไปกันกี่คน? เป็นคำถามที่ได้ยินตลอดทุกๆวันหยุด ของพวกเรา😅 ( เงินเที่ยวคือเงินทิปที่เก็บสะสมไว้😅 )
วันนี้ก็เช่นกัน แกถามคำถามเดิมๆ ( พวกเราวางแผนโกหกพี่สาวกันไว้แล้ว😅 ) ก็ตอบกลับไปเหมือนเดิม คือ ก็ไปกัน 4 คน แต่ไม่มีใครมารับหรอก จะพากันนั่งรถเมล์รอบเมือง ไปเที่ยวห้างในเมืองกัน รู้แล้วว่าพรุ่งนี้จะต้องทำงาน แล้วจะรีบกลับมาก่อนเที่ยงคืนค่ะ 😁
ใช่ พวกเราขึ้นรถเมล์รอบเมืองกันไปจริงๆ แต่พากันไปลงป้ายหน้า แล้วแยกย้ายกันไปเที่ยวกับผู้ชาย 😂 ถึงเวลาก็พากันกลับมาที่จุดนัดพบ ป้ายรถเมล์แต่จะเป็นฝั่งตรงข้าม นั่งกลับไปทำงานกันตามปรกติ ( ช่วงนั้นเริ่มจะใจแตกละ 😅 ) พอเริ่มมีผู้ชายมาตามจีบบ่อยๆ เริ่มจะไม่ฟังเรื่องที่พี่สาวตักเตือน เริ่มแอบหนีออกไปเที่ยวหลังเลิกงาน คือ หลังเที่ยงคืน ส่วนมากที่ไปเที่ยวด้วยจะเป็นผู้ชายรุ่นเดียวกันกับเรา ที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ และจะไม่มีเพศสัมพันธ์กันเลย พาไปขับรถมอไซค์เที่ยวดูโน้นนี่นั่น 1-2 ชม.แล้วก็พากลับมาส่งที่พัก เป็นอย่างนี้แทบจะทุกวัน จนพี่สาวจับได้ แล้วก็เรียกพวกเราไปสั่งสอนเรื่องอย่างว่า ตอนนั้นเราก็ได้แค่ฟังๆให้จบๆไป แต่ก็ยังแอบออกไปเหมือนเดิม !!!
จนเวลาล่วงเลยไปหลายอาทิตย์ วันนี้พี่สาวมาหาพวกเราที่ห้องพนักงานแต่เช้า แล้วบอกกับเราด้วยเสียงกระแทกๆ ว่า “พรุ่งนี้แม่เอ็งจะมารับกลับไปอยู่บ้าน เตรียมเก็บกระเป๋าด้วยนะ บอกสอนไม่รู้จักฟัง” แล้วแกก็เดินจากไป อย่างไม่มีเยื่อใย !!!
คืนนั้นหลังจากเลิกงาน เรากับเพื่อนไม่ได้ไปไหน พากันอาบน้ำอาบท่าเข้านอนทันที รุ่งเช้าเราก็เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเตรียมตัวออกไปนั่งรอแม่มารับที่หน้าร้าน
สักพักเห็นแม่เดินลงจากรถเมล์รอบเมือง เดินเข้ามาหาเรา แล้วถามว่า “มารอแม่นานหรือยัง?” เราได้แต่น้ำตาเอ่อ มันอึดอัดจุกในอก อย่างบอกไม่ถูก เพราะก่อนที่แม่จะมาถึง เราคิดไปต่างๆนานาว่า ถ้าแม่รู้ว่าเราแอบหนีพี่สาวไปเที่ยวกับผู้ชายแม่คงจะโกรธ และแม่ต้องตีเราแน่ๆ…แต่กลับ ผิดคาด ดูหน้าและสายตาแม่ ดูวิงวอน ดูห่วงใยเรา บวกกับจับมือจับแขนเรา พลิกซ้าย พลิกขวาดู แล้วพูดว่า “เอ็งดูโตขึ้นเยอะมากเลย..ป้ะ..กลับบ้านเราลูก”…เราเอ่ยบอกแม่ว่า “แม่หนูยังไม่ได้รับเงินเดือน เดือนนี้เลยอะ” แม่บอกว่า “แม่เอาไปก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนนี้เอ็งไม่ต้องอยู่ทำงานที่นี่แล้ว”… ถึงบ้านก็ทำตัวปรกติ พี่น้องก็พูดถามสารทุกข์สุขดิบกันไป แต่จะเขินหน่อยๆ อาจจะเป็นเพราะพวกเราเหินห่างกันออกไปเรื่อยๆละมัง !!!
ตื่นเช้ามาแม่บอกเรา วันนี้เราต้องตามพ่อแม่และพี่ๆออกไปรับจ้างเหมา ขุดมันสัมปะหลัง ไร่เถ้าแก่ ป้าหมวยเล็กลุงอางค์ ห่างจากบ้านเรา ไม่ถึงกิโล( เถ้าแก่เก่าพ่อแม่เรา 😁)ถ้าเป็นสมัยตอนเรายังเล็ก เวลาพ่อแม่พาเราไปไร่ลุงอางค์ป้าหมวยเล็ก จะพากันเดินลัดเลาะผ่านไปตามทุ่งนาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงละ แต่คราวนี้ เถ้าแก่อางค์ เอารถอีแต๋นมารับถึงหน้าบ้าน ( แม่เตรียมปิ่นโตใส่ข้าวสวย พร้อมกับข้าว ใส่อัดแน่นทุกชั้น 😂 )
เถ้าแก่ขับรถอีแต๋นไปตามถนนใหญ่ อ้อมไปเข้าปากทางหน้าถนนใหญ่ประมาณ 5 กิโล😅 พอถึงไร่ ก็เจอคนหนุ่มสาวอีกกลุ่มนึงมาสบทบ รวมแล้วประมาณ 14-15 คน เท่าที่เห็น มีผู้ชาย 5 คน รวมทั้งพ่อและพี่ชายเราด้วย ผู้ชายทั้งหมด มีหน้าที่ขุด ส่วนเรา แม่บอกให้ไปยืนตัดหัวมันทีละกอง ลุยขุด ลุยตัดหัวมันกัน พูดคุยกัน สนุกสนาน ได้เวลาหยุดพักกินข้าวเที่ยงซะที😅 (ก่อนจะหยุดพัก แม่เดินย้อนกลับไปเอาปิ่นโตอาหารมาวางไว้ใต้ต้นกะบกใหญ่ที่มีกิ่งก้านใบแผ่ได้พอเป็นร่มเงา 🌳)
มีวัยรุ่นผู้ชาย 2 คนผู้หญิง 2 คน ขอมานั่งร่วมวงกับพวกเราด้วย แต่ละคนเปิดปิ่นโตกับข้าวออกมาวาง เรียงกันบนพื้นดินที่ไม่มีอะไรปูรองเลย แต่ละคนกับข้าวก็ไม่เหมือนกันด้วย 😁 แม่เรามีกับข้าว 2 อย่าง ผัดถั่วฝักยาวใส่หมู3 ชั้นและแกงไก่ใส่หน่อไม้เปรี้ยว ของเพื่อนมี 4 อย่าง แกงเปรอะหน่อไม้,ปลาดุกย่าง,ป่นปลาดุก+ผักต้ม,ไข่เจียว และ แกงผักขี้เหล็กใส่หมู 😁
กินข้าวเสร็จพ่อขอเอนหลังพิงต้นไม้งีบไปไม่นาน แล้วก็ลุกขึ้นเรียกทุกคนลุยทำงานต่อ !!!
พอประมาณบ่าย 4 โมงเย็น ก็พากัน ขุดและตัดหัวมันเสร็จ ถึงเวลาเก็บหัวมันใส่เข่ง ผู้ชายจะมีหน้าที่แบกเดินขึ้นบันไดไปเทใส่รถ 6 ล้อ วันนั้นฝนตกพอดี และเริ่มจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเถ้าแก่อางค์ตะโกนแข่งสายฝนผ่านมาว่า “คนแบกมีแค่ 5 คน มันไม่ทันคนเก็บหรอก ยังไงวันนี้ต้องขึ้นมันให้เสร็จกันนะไอ้เส็ง” ( เถ้าแก่คุยกับพ่อ นั่นคือชื่อพ่อเรา 😁 )…เห็นพ่อเดินไปหาแม่ เสร็จแล้วเดินมาถามเราว่า “เอ็งแบกเข่งมันไหวเป่า?”…( ตอนนั้นด้วยความอยากโชว์พลัง 😂 และเคยเห็นพี่ๆแบกแล้ว ไม่น่าจะยาก😅 ) เลยตอบพ่อไปว่า “โอ้ย กระจอกมากพ่อ” 😅😅😅 เท่ากับเพิ่มคนแบกที่เป็นผู้หญิงอีก 2 คน แม่ และ เรา ผู้หญิงคนอื่นๆนั้นเก็บหัวมันใส่เข่ง รอ ยกเหมือนเดิม !!!
พ่อสอนวิธีจับเข่ง เวลาเข่งมันอยู่บนบ่า จับตรงไหน แบบไหนที่จะไม่ให้เข่งเอียง ผ้าขาวม้าที่ผูกอยู่ที่เอวพ่อ โดนดึงออกมา พ่อเอามาโพกหัวให้เรา ชายผ้าขาวม้าพับม้วนๆ2-3ตลบมาเป็นที่รองบ่า…นับ…1…2..3..เอ้า ยก !!!
เดินประคอง จับเข่งใส่มัน ด้วยความทะมัดทะแมงขึ้นบันได ไปเทใส่รถ ทุลักทุเล เฉอะแฉะ แถมบางครั้ง รองเท้าบูทดันติดขี้เรน เพราะฝนตกตลอดเวลา เหนื่อยมาก แต่ไม่กล้าบอกพ่อ กัดฟันแบกใส่รถคันแรกเต็ม วิ่งออกไปแล้วมีอีกคันกำลังวิ่งเข้ามา ( จะได้นั่งพักเอาแรงก็ตอนรอรถ วิ่งเข้ามาจอดให้นิ่งแล้วดับเครื่องยนต์ก่อนนี่แหละ😅 )…ฟ้าเริ่มมืด เถ้าแก่ก็เอาไฟสปอร์ตไลท์ ส่องทางให้ พวกเราลุย ทำแข่งกับสายฝนทำกันจนเสร็จ กว่าจะช่วยกันดันรถ 6 ล้อที่ติดขี้เลน ออกจากไร่ กว่าจะได้คิดเงิน+รับเงิน และกว่าเถ้าแก่จะขับรถพากลับถึงบ้าน เรานั่งหลับสลบเสมือดไปตอนไหนก็ไม่รู้ โดนปลุกให้ตื่นอีกทีถึงบ้านละ 😂
เช้าต่อมา คือ ลุกจากที่นอนไม่ไหว ไข้แตก 😂 แม่ฉีกซอง “ยาทัมใจ” ตามด้วยขันน้ำดื่ม ยกหลังเราให้นั่งขึ้นแล้วแม่ก็บอกให้อ้าปาก กรอกยาผงทัมใจลงไปในปากเรา…ป้าดดดดด! ทั้งฝืด ทั้งเปรี้ยวมากกกกกก!😂 แม่ก็เร่งให้กลืนลงไปพลางยกขันน้ำให้ดื่มตามทันที !!! ตกกลางคืนตัวเรายิ่งร้อนมากขึ้น แม่ก็เอาเสื้อยืดพ่อ( เสื้อยืด ตรากบ ตราห่าน ตรากระทิงแดง เป็นเสื้อที่แถมมาจากการที่พ่อไปซื้อถ่านหิน ถ่านไฟฉาย ประมาณนี้😁 ) เอามาชุบน้ำแล้วเช็ดลูบตัวให้เรา ก็ยังไม่ทุเลา แม่เลยปลุกพ่อให้เอา”ยาเขียวตราใบโพธิ์” มาละลายน้ำ แล้วให้เราดื่ม ทั้งเอามาประพรมตามแขนขาเราด้วย แว่วๆในหู ได้ยินแม่คุยกับพ่อ “มันยังไม่เคยเป็นไข้แรงขนาดนี้เลยนะพ่อ ชั้นละกลัวลูกจะเป็นไข้ทับระดูหรือเป็นไข้หวัดใหญ่หว่ะพ่อมึง” ( ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่า ไข้ทับระดู ไข้หวัดใหญ่ มันเป็นยังไง รู้จักแค่คำว่า”ป่วย” 😅 )…ทีนี้ พ่อบอกให้แม่เปลี่ยนยากิน จากยาทัมใจ เป็นยา “ปวดหาย”😅 พร้อมเอาน้ำที่ละลายยาเขียวให้กิน และเอามาเช็ดตัวให้เราทั้งคืน รุ่งเช้าอาการเราดีขึ้นเรื่อยๆจนหายเป็นปรกติ ❤️

ช่วงที่ว่างจากการเก็บเกี่ยวพืชไร่ แม่ก็จะบอกให้เราช่วยแม่ ทำขนมจีนและขนมลอดช่องสิงคโปร์ขายในหมู่บ้าน เท่าที่จำได้ คือ เริ่มทำตั้งแต่นวดแป้งโดยแม่ใช้มือนวด นวดเสร็จก็ปั้นเป็นก้อนกลมๆใหญ่เท่าหัวคน แล้วเอาไปห่อผ้าขาวบางหมักทิ้งข้ามคืน ตื่นเช้ามาก็เอาออกมาต้มทั้งก้อน เสร็จแล้วก็เอามาแกะใส่ครกไม้กระเดื่องตำจนเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง แล้วเอาไปใส่เครื่องบดที่เป็นครกหินโม่หมุนบด ค่อยๆหยอดน้ำลงไปด้วย บดจนหมดแล้วก็เอาแป้งมากวนจนเหนียว แล้วถึงก่อไฟในเตา ที่ทำขึ้น โดยใช้ ก้อนหินใหญ่ 3 ก้อน วางเป็น 3 เหลี่ยม แล้วเอาปี๊บที่ตัดฝาด้านบนออกและล้างทำความสะอาดแล้ว วางบนเตา ใส่น้ำให้เหลือสัก 1 ฝ่ามือ ไม่ต้องเต็ม แล้วแม่ก็สาธิตการบีบขนมจีนให้ดู ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ทั้งลองทำตาม ทั้งคอยเก็บเม็ดขนมที่มันไม่เป็นเส้นเข้าปากกิน 😂 แม่บอกเค้าเรียกว่า “หัวไก่” 😂
แม่ทำเองทั้งหมด บีบแป้งทำเส้นเอง ตักขึ้นมาพัก แล้วก็จับใส่มือ พันๆ แล้วเอาวางใส่กระบุงที่รองด้วยใบกล้วย แม่ยืนทำ นั่งจับ ลุก นั่ง ทำให้เราดูอยู่จนเสร็จ 😁
แม่บอก คนเขากินอาหาร มีของคาวแล้ว ก็ต้องมีของหวานด้วยสิ😁 นั่งดูแม่ทำ จำได้ แม่เอาแป้งออกมาเทใส่หม้อแล้วค่อยๆเติมน้ำ นวดด้วยมืออีกตามเคย😂 นวดจนเหนียว แล้วแม่ก็เอาสีสำหรับทำขนม มี 2 สี จำได้ขึ้นใจ จะมีแค่สีแดงและเขียว 😂ตัดแป้งแบ่งเป็นชิ้นใหญ่ 3 ชิ้น มีใส่สี 2 ชิ้น แม่เริ่มสาธิตทำชิ้นที่ไม่ใส่สีให้เราดูก่อน แม่บอกให้เราไปหยิบขวดน้ำปลาเปล่าที่กินหมดแล้ว เอามาคลึงให้เป็นแผ่นบางๆยาวๆ ทีละแผ่น แล้วแม่ก็เอามีดอีโต้ ค่อยๆฝาน หั่นบางๆ แม่จะแบ่งแป้งผงไว้ 1 ถ้วยเล็ก สำหรับโรยลงบนเส้นที่ตัดแล้ว มันจะได้ไม่ตีดกัน เวลาเอาไปต้มมันจะได้เป็นเส้นใครเส้นมัน ( สาธิตเสร็จแม่ก็หันกลับไปนวดแป้งที่ใส่สีทันที เราทำตามที่แม่สอน ทำไปเขี่ยเส้นไป กลัวมันติดกัน 😂 ) ทำกันจนเสร็จ แล้วก็เก็บพักไว้ แม่บอกพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าหน่อยนะ เพราะต้องต้มเส้นขนมลอดช่อง และทำน้ำหวาน+น้ำกะทิ และทำน้ำยาขนมจีนด้วย เตรียมขายพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง😅

เราโดนแม่ปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน😂 ตื่นเดินลงบ้านมาก็เห็นไฟจากเตาที่แม่ทำอันเมื่อวานละ ไปชะโงกดูในปี๊บที่เคยใช้ต้มเส้นขนมจีน ตอนนี้กำลังต้มเส้นขนมลอดช่องสิงคโปร์ แม่ทำไปสอนไป แต่ตอนนั้นคือยังง่วงอยู่เลย ไม่เข้าหูเราหรอก ตกลงแม่ต้มเส้นขนมตักขึ้นใส่น้ำเย็นพักไว้ ทำเสร็จคนเดียว เหมือนไปปลุกเรามานั่งเป็นเพื่อนประมาณนั้น😂
🌄ตะวันเริ่มส่องแสงรำไรขึ้นจากท้องฟ้า🐓ไก่ในเล้าที่ไต้ถุนบ้าน เริ่มขัน ไก่อีกบ้านก็ขันขานรับ เหมือนจะแข่งกัน🕊เสียงนกกาเหว่าร้อง นกกระจิบร้องแข่งกัน🦜🕊…เสียงพวกนี้จะได้ยินจนชินและจะคิดว่ามันเป็นเสียงน่ารำคาญมากตอนสมัยเราจำความได้…แต่ครั้งนี้ทำไมมันกลับรู้สึกว่าเป็นเสียงที่ไพเราะ เพลิดเพลิน เหงาๆเศร้าๆ ปนความสุข อย่างบอกไม่ถูก !!!
เอ้า !!!…นั่งเหม่ออยู่นั่นแหละน้อ ตกลงเอ็งจะหยิบจับอะไรช่วยแม่ได้สักอย่างมั้ยเนี่ย !!! เสียงแม่ดังมาจากด้านหลัง…สะดุ้ง !!!..ตื่นจากพวังทันที🤣
แม่บอก : เอาตะกร้าออกไปหาเก็บผักที่ท้องนาโน้นนะ (ชี้ไปที่นาตาแนนยายจันทร์เพื่อนบ้าน ไม่พ้นผักบุ้งนาอีกตามเคย😅 ) ขากลับ อย่าลืมแวะไปขอซื้อถั่วฝักยาวยายจันทร์มาด้วยนะ บอกให้ยายเลือกกำที่มีฝักดีๆหน่อย เอามา2 กำพอ เดี๋ยวแม่จะทำน้ำยาขนมจีนรอ” สั่งแล้วก็ยื่นตังค์เหรียญให้เรา 2 บาท😁 ( กำละ 1 บาท กำผักยายจันทร์นี่ แบบว่าได้หอบกลับมาทุกที😅 )
… 11 โมงเช้า แม่เริ่มเตรียมหาบ กระบุงใส่ขนมจีนอยู่ข้างล่างเอาถาดอลูมิเนียมวางทับแล้วเอาหม้อน้ำยาขนมจีนที่ปิดฝาเอาไม้คัดไว้กันน้ำยาหก ตั้งบนถาดอีกที กระบุงอีกข้างก็เป็นหม้อขนมลอดช่องสิงคโปร์ น้ำกะทิ+น้ำหวาน แยกใส่กระติกเล็กๆ และ ช้อนอลูมิเนียม 8 อัน,ชามกึ่งจานใบใหญ่ 8 ใบ,ถ้วยพลาสติกสีชมพูใบเท่าฝ่ามืออีก 10 ใบ ใส่ลงในกระบุงขนมหวาน ส่วนผักสำหรับกินกับขนมจีน แม่จะหั่นผักแยกใส่ในถุงพลาสติกเล็ก แต่ละอย่าง แล้วเอามารวมใส่ถุงใหญ่อีกที แล้วเอาไปผูกกับไม้คาน ส่วนเรามีหน้าที่เดินถือถังเปล่า เป็นถังพลาสติกสีดำ สำหรับใส่น้ำล้างจานเดินตามหลังแม่ 😅 แม่เดินหาบของออกเดินไปตามหมู่บ้าน พลางก็ตะโกนเรียกถามคนที่นั่งหน้าบ้าน เรานี่เดินเล่น ตัวปลิวเลย😅 พอมีคนเรียกซื้อ แม่ก็ได้ขายทั้งสองอย่าง ( เราจำได้กับราคาที่แม่ขาย ขนมจีนจานละ 2 บาท ขนมลอดช่อง ถ้วยละ 1 บาท😅 ) ถ้าบ้านไหนเรียกซื้อแบบให้แม่ใส่จานที่เตรียมไป ตอนนั้นแหละหน้าที่เราที่จะต้องหิ้วถังดำไปขอน้ำเพื่อนบ้านสำหรับเอามาล้างจาน บางบ้านเขาไม่ให้ก็จะชี้ไปที่บ่อบาดาลกลางหมู่บ้าน เราก็ต้องรีบวิ่งไปโยกจนตัวงอน้ำถึงจะไหลออกมา 😂
ขนมแม่เรา พอหาบเข้าไปในหมู่บ้านทีไร จะหมดเร็วหมดเกลี้ยงทุกครั้ง เพราะอาทิตย์นึงหรือสองอาทิตย์ แม่จะได้ออกไปขาย ครั้งนี้พอกลับมาถึงบ้านแม่วางหาบนั่งลงด้วยความเหนื่อยล้า เราเดินถือถังดำที่ใส่ถ้วย จาน ที่ยังไม่ได้ล้าง เดินหิ้วผ่านหน้าแม่ไป แล้วบ่นให้แม่เบาๆว่า แม่ทำทีไร เอาแต่ไปให้คนอื่นกิน ไม่เก็บไว้ให้หนูกินมั่งเลย อยากกินอะ นึกแล้วก็น้อยใจ จนน้ำตาคลอ!!!
ตักน้ำในตุ่มออกมาล้างจานไปก้มหน้าไปหูก็เอียงฟัง ว่าแม่จะพูดว่าไง…เงียบ…ไม่มีเสียงตอบกลับ😅😂🤣

นับตั้งแต่นั้นมาพอแม่ทำเสร็จก็จะตักแบ่งแยกไว้ที่บ้านให้ทุกคนได้กิน ของที่แม่ทำขายประจำ เท่าที่จำได้จะมีไม่กี่อย่าง ของคาวจะมีแค่อย่างเดียวที่เป็นพระเอกตลอดกาล คือ ขนมจีน+น้ำยาป่า แต่จะเปลี่ยนทำน้ำยากะทิบ้าง และ น้ำพริกบ้าง ขนมหวานจะมี ลอดช่องสิงคโปร์น้ำกะทิ,ลอดช่องแตงไทยน้ำกะทิและขนมคลองแคลงน้ำกะทิ 😅

เวลาผ่านไปหลายเดือน ลูกสาวเพื่อนแม่ในหมู่บ้านเดียวกันอีกคน ชื่อ นุช ( เคยเห็นสมัยเรียนประถม แต่เป็นรุ่นพี่เรา 1ปี ไม่สนิทกัน ) นางก็มาชวนเราไปทำงานร้านอาหาร อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ตัว นุช นางเป็นนักร้องประจำร้านนั้น นางบอก “พอดีแม่เราบอกว่า เธอเพิ่งจะกลับมาจากทำงานร้านอาหารในเมือง เจ้าของร้านที่เราทำงานอยู่ กำลังขาดเด็กเสริฟ เธออยากไปทำด้วยกันกับเรามั้ย ได้ทิปดีนะ “…เราบอกต้องไปถามแม่ก่อน ตกเย็นเราเข้าไปขอแม่ แม่รับรู้ว่าเป็นลูกของเพื่อนแม่ แม่ก็ให้ไป ( ยุค 90 สมัยนั้นร้านอาหารที่มีนักร้องถือว่ากำลังบูมเลยทีเดียว😁 )
กฏในร้านก็จะมีเหมือนกันทั่วทุกร้าน แต่ที่ใหม่นี้ จะมีที่พักฟรี แต่ได้กินข้าวฟรีแค่เวลาเข้างานตอนเย็นเท่านั้น !!! เข้างานวันแรก เริ่ม 5 โมงเย็น ( ใส่เสื้อเชิ้ดขาวและกระโปรงดำสั้นที่หอบมาจากร้านเก่า 😅)
ลูกค้าเริ่มเข้ามานั่งสั่งอาหารเครื่องดื่มกันแล้ว มีพนักงานที่เป็นหัวหน้า ชื่อพี่แอน ร่างอวบอั๋น ไม่ถึงกับอ้วน หน้าอิ่มสวย ใส่เสื้อสูทแขนยาวกระโปรงสั้นสีเหลืองอ่อน เดินไปรับจดออเดอร์ เสร็จก็เดินมายื่นให้เรา แล้วบอก “เอาไปอ่านดูว่าใบไหน ต้องเอาไปยื่นหน้าเค้าเตอร์ ใบไหนเอาไปยื่นให้ในครัว”!!!…เราทำตามที่แกสั่ง แกก็เดินตามดูเราด้วย เสร็จแล้วแกบอกว่า “ตามพี่มา ไปยืนดูแลโต๊ะนี้นะ ( มีแต่ลูกค้าผู้ชาย 5 คน นั่งในซุ้มหญ้าคาข้างร้านอาหาร )
ไปหัดชงเหล้า เวลาหยิบแก้วให้จับด้านล่าง เอานิ้วนางและนิ้วก้อยรองตูดแก้ว ดูและจำให้ได้ ว่าลูกค้าคนไหน ดื่มเหล้าผสมอะไร ?”
พอลูกค้ายกหมดแก้ว แกก็เดินไปหยิบแก้วมาสาธิตให้เราดู ยกไปเสริฟเสร็จ แกพูดย้ำกับเราว่า จำได้เป่า?
เราก้มหัวรับทราบ แล้วยืนตัวตรงมือประสานไว้ด้านหน้ากระโปรง เฝ้ารอ มองแก้ว เมื่อไหร่จะหมด😂
สักพักเราเดินไปหยิบแก้วที่หมดมาเติม ทำตามที่พี่แกสอน เอาแก้วกลับไปวาง ลูกค้าจับมือเรา! แล้วถามว่า “ชื่ออะไรจ๊ะ เพิ่งมาใหม่หรือจ๊ะ?” พร้อมกับดึงให้เรานั่งข้างๆ !
ด้วยความตื่นเต้น+ตกใจ เรารีบดึงมือกลับทันที !
พอดีกับพี่แอนเดินมา แล้วแกก็ทำท่าตีมือลูกค้าเบาๆพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งข้างลูกค้าที่จับมือเรา แล้วพูดว่า “นี่ๆๆๆใจเย็นๆ น้องเค้าเพิ่งมาจากบ้านนอกและเพิ่งจะหัดเสริฟเป็นครั้งแรกค่ะป๋า”
พูดไปพลางแกก็หันหน้ามายิ้มให้เราแล้วยกมือผายออกเป็นสัญญาณให้เราหนีไป!
เราเดินเลี่ยงออกไปยืนหน้าเค้าเตอร์…โล่งใจ 😅
เริ่มมืดค่ำ เจ้าของร้าน( ป๋าเดช+เจ๊แดง ) เดินมาเปิดไฟ ในร้านละ 😅
ตอนนั้นใจเราพองโตขึ้นมาทันที ตื่นตาตื่นใจมาก ได้เห็นแสงไฟสีต่างๆกระพริบ ระยิบระยับ ได้เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีต่างๆสั้นบ้างยาวบ้าง ปักเลื่อมบ้างก็มี ( คล้ายชุดลิเก ) เวียนกันขึ้นไปร้องเพลง แต่ละคนจะได้พวงมาลัยที่ทำจากลิปบิ้นสีแดงเต็มคอแทบทุกคน บางคนล้นออกมาจนเอาแขนใส่แทนก็มี😂
ลูกค้าผู้ชายบางคนขอขึ้นไปร้องคู่กับนักร้องหญิงก็มี นักร้องหญิงคนนั้นก็จะได้พวงมาลัยที่มีเงินแบงค์ 100 ,500 บาท ติดไว้ด้วย ( เหมือนจะเชียร์ลูกค้าให้เอาชนะกัน 😂 )

เราเหลือบไปเห็นนุชใส่ชุดกระโปรงสั้นสีชมพูปักเลื่อมระยิบระยับสวยงามมาก ขึ้นไปร้องเพลงคู่กับลูกค้าผู้ชายอ้วนๆ ชื่อเพลง “นกเขาคู่รัก” ( ตอนนั้นไม่รู้จักชื่อเพลงเลย เพิ่งจะมารู้ทีหลังนี่แหละค่ะ😂 )
นุช ร้องเพลงไปได้สักพัก เจ้าของร้านเรียกให้เราเอาพวงมาลัยไปคล้องให้นุช รอบนั้น นุช ได้พวงมาลัยที่ติดแบงค์ 500 หลายใบเลยทีเดียว เต็มคอ และเต็มแขน 2ข้าง เป็นภาพที่ทำให้คนอื่นรู้สึกอิจฉานางขึ้นมาทันที รวมทั้งเราด้วยนี่แหละ😂😂😂
คืนนั้นกว่าร้านจะเลิกตี 4 เก็บของบนโต๊ะเสร็จก็เดินไปหานุช ที่นั่งดื่มเหล้ากับลูกค้า นุชเมามาก จนพี่แอนต้องช่วยกันกับเราพยุงกลับห้องพนักงาน นางหลับคาชุดนักร้องเราก็ช่วยรูดซิปหลังออกให้นางกลัวนางจะหายใจไม่สะดวก เดินไปปิดประตูลงกลอนนอนยาวยันบ่าย 2 โมง 😅😅😅

ตื่นมานางรีบลุกไปอาบน้ำทันที!
เราก็ออกไปกวาดพื้นใต้โต๊ะในร้าน ตังค์หล่นอยู่ใต้โต๊ะเพียบ มีทั้งเหรียญทั้งแบงค์ 10 แบงค์ 100 กวาดเสร็จ ได้เงินหล่น 180 บาท😁

กลับมาห้อง นุชนางอาบน้ำเสร็จพอดี แล้วนางก็บอก ป้ะ…ออกไปตลาดหาซื้อมะละกอมาทำส้มตำกินแซ่บๆกันดีกว่าหว่ะ ( ยอมรับว่านางทำอาหารหรือตำส้มตำได้อร่อยจริงๆ👍)

* ค่ำนี้มีประชุม เริ่มจากเรื่องในครัว,พนักงานรับรถ,นักร้อง จนมาถึงเด็กเสริฟ พี่แอนเป็นหัวหน้าแกบอก “ พนักงานเสริฟนะ เรื่องดื่มเหล้ากับแขกหนะ พี่เห็นนะ ถ้าลูกค้าให้ดื่มแล้วให้เงินหนะดื่มได้ นิดๆหน่อยๆ จิบๆเอา ลูกค้าไปเข้าห้องน้ำก็แอบเททิ้งไปเลย อย่าดื่มจนเมาแล้วทำงานไม่ได้ ไม่งั้นพี่ให้ออกสถานเดียวนะ” !!!

* เราเริ่มดื่มเหล้าเป็น เริ่มพูดอ้อนขอเงินลูกค้าเป็น เพราะ นุช นางจะสอนว่า “มึงต้องพูดเอาใจแบบนี้ ๆ จับแขนตรงนี้ กอดอ้อนๆแบบนี้ หอมแก้มป๋าแกมั่งก็ดี รับรองทิปมือมึงเพียบอะ” !!!

* ตอนนั้นไม่ได้สังเกตตัวเองเรื่องการเจริญเติบโตทางร่างกายตัวเองสักเท่าไหร่ คิดแค่ว่า เย็นนี้จะใส่เสื้อผ้าแบบไหน แต่งหน้าทาปากยังไง เพื่อให้สวยเหมือนเด็กเสริฟคนอื่น ภาวนาให้ได้ทิปมือแยะๆด้วยเถอะ แล้วยกมือขึ้นหัว !!!…คิดได้แค่นั้นจริงๆ 😂😂😂

* 👉 โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องราวกับการ ใจแตก เสียตัวครั้งแรก ค่ะ 👆

Photos from My old story life's post 14/04/2023

👉 Story จากคุณพี่ทางบ้านค่ะ 👈

👉โพสต์คุณ A-1 * Story ความทรงจำที่ยังหลอกหลอนจิตใจ *

* มันเป็นสิ่งที่คาใจพี่มาตลอด40กว่าปีค่ะน้องวรรณ คือ พี่ก็โดนคล้ายน้องวรรณค่ะ
แต่พี่เสียตัวตอนที่พี่เรียนอยู่ ม.2 จนตั้งท้องพี่โดนไล่ออกจากโรงเรียนเลยค่ะ พี่จำฝังใจไม่เคยลืม ขนาดปัจจุบันนี้พี่ยังไม่เคยเล่าให้ลูกพี่ฟังเลย ปิดเป็นความลับมาเท่าทุกวันนี้ค่ะ!

เริ่มเรื่องเลยละกันค่ะ ขอตั้งชื่อเรื่องว่า “บทเรียนชีวิตราคาแพง”ละกันนะคะ

-[] พี่ขอแทนตัวเองว่า อร ละกันนะคะ
สมัยนั้น 40กว่าปีมาแล้วเน้อะ ฐานะทางครอบครัวอรค่อนข้างดีพอสมควร ครอบครัวอรตั้งรกราก อยู่ที่ จ. ปราจีนบุรี พ่ออรเป็นหัวหน้าทหารพรานอยู่ในกรมทหารพรานที่ จ.ปราจีนบุรี นั่นแหละค่ะ ส่วนแม่เป็นครูชั้นผู้น้อย อรมีน้องสาว 1 คน พออรเรียนจบ ป.6 แล้วพ่อส่งอรไปเรียนต่อมัธยมศึกษาที่ กทม. แต่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ส่วนน้องสาวก็ยังอยู่ในความดูแลของพ่อกับแม่ ไปอยู่ช่วงแรกๆ พ่ออรจะขับรถพาแม่กับน้องไปเยี่ยมอรทุกอาทิตย์ พอหลังจาก 1 เดือนผ่านไปก็เดือนละครั้งและห่างออกไปเป็น 3 เดือนครั้ง จนอรบอก อรอยู่ได้ และสามารถนั่งรถประจำทางกลับบ้านที่ปราจีนบุรีด้วยตัวเองได้ พออรขึ้น ม.2 อรก็เริ่มมีเพื่อนร่วมเดินทางกลับบ้านด้วย ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ จ.ปราจีนบุรี
อรมีเพื่อนผู้ชายคนนึงที่คุยกันมาตั้งแต่อยู่ ม.1 แล้ว เขาเรียนอยู่ เทคโนฯลาดกระบังฯเป็นรุ่นพี่ 3 ปี เขาเคยชวนอรไปเที่ยวที่หอพักเขา พูดตรงๆคือคบกันเป็นแฟนว่างั้นเถอะ ( สมมุติว่าแฟนชื่อ รุจ ละกันนะคะ ) พอเวลานั่งรถเมย์กลับไปบ้านเขาก็จะนั่งกับอร 2 คน พอใกล้จะถึงสถานีขนส่ง อรก็จะบอกให้เขาลุกออกไปยืนห่างๆจากอร เพราะว่าพ่ออร ดุมากๆ เพราะเวลามาบ้านทุกครั้งพ่อจะถามอรว่า นั่งกับใคร ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย แล้วแฟนอร เขาก็นั่งรถต่อไปอีกอำเภอที่บ้านเขา ตอนนั้นอรคิดว่ากลับมาบ้านหาพ่อแม่ทีไรชีวิตไม่อิสระเลย จะออกไปหาเพื่อนก็ไม่ได้ เพื่อนจะมาหาก็ไม่ได้
( ตอนนั้นพี่เริ่มจะหลงรักแฟนแล้วค่ะ )

พ่อจะพาอรกับแม่และน้องสาวขับรถออกไปเที่ยว ตามที่ต่างๆทุกที่ ไปเที่ยวน้ำตกบ้าง ทะเลบ้าง คือเหมือนกับวันครอบครัวค่ะ แต่เพิ่งมาเข้าใจตอนที่อรมาอยู่เมืองนอกนี่แหละค่ะ คำว่า“วันครอบครัว”เป็นยังไง😔

ถึงวันใกล้กลับไปโรงเรียนพ่อไปส่งขึ้นรถเมย์ตามเคย อรขึ้นรถไปแล้วก็มองหาแฟนทันที เขานั่งอยู่เบาะหลังท้ายสุด เรานั่งกอดกันจูบปากกันจนถึง กทม.เขาก็ชวนอรไปที่หอพักเขา ทุกครั้งที่ก่อนจะกลับมาอรจะแวะไปมีอะไรกับแฟนที่หอพักก่อนแล้วถึงจะกลับไปอยู่โรงเรียนถ้าไม่ได้กลับไปบ้านที่ปราจีนบุรี ทุกๆวันศุกร์แฟนก็จะมาคอยรับข้างนอกห่างจากโรงเรียน 500 เมตร อรก็โกหกครูว่าอรออกไปพักบ้านญาติใกล้ๆโรงเรียน วันอาทิตย์ก็จะกลับเข้ามาโรงเรียน
ไม่นานอาการของอรออกจนครูติดต่อสอบถามไปที่พ่อแม่อร พ่อแม่อรมาที่โรงเรียนแล้วไปคุยกับ ผอ.โรงเรียน
ทำเรื่องย้ายอรออกไปเรียนที่อื่นทันที! ตอนนั้นอรยังไม่รู้ว่าตัวเองท้อง พออรรู้แค่ว่าตัวเองจะโดนย้ายกะทันหัน!
อรโกรธพ่อมากๆ ทั้งด่าพ่อ ทั้งร้องไห้ !…พ่อบอกจะไปรอที่รถให้อรรีบไปเก็บของในหอพักแล้วรีบกลับมาขึ้นรถ…อรไปเก็บของเสร็จ อรหนีพ่อออกไปช่วงที่พ่อไปเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นอรมีเงินติดตัวอยู่แยะพอสมควร อรนั่งแท็กซี่ไปที่หอพักแฟนทันที ไปนั่งรอจนแฟนเลิกเรียนกลับมาพาอรเข้าห้อง อรเล่าให้แฟนฟังแค่เรื่องพ่อมาย้ายโรงเรียน แต่ไม่ได้เล่าเรื่องที่อรท้องเพราะไม่รู้ว่าตัวเองท้องอ่อนๆแล้ว!
จนมาวันนึงอรมีอะไรกับแฟนแล้วเลือดออกแฟนตกใจอรก็ตกใจเหมือนกัน เลยพากันไปหาหมอที่คลินิกลาดกระบัง แฟนถึงรู้ว่าอรท้องได้ 2 จะเข้าเดือนที่3 แล้ว
กลับไปหอพักอยู่ตามปรกติ แฟนออกไปโรงเรียนอรก็นั่งเล่นนอนเล่นรอแฟนอยู่ที่ห้อง ตอนนั้นเริ่มคิดปะติดปะต่อเรื่องได้ อรนึกถึงพ่อแม่ขึ้นมาทันที! เวลาผ่านไป ใกล้เวลาแฟนจะได้กลับไปบ้านเขาแล้ว!
วันนี้แฟนกลับมาจากโรงเรียนอรก็บอกจะกลับไปบ้านหาพ่อแม่ เขาต้องลงรถไปกับอรด้วย!
แฟนบอกอรว่า เขาไม่ไปด้วยหรอก เขากลัวพ่ออร และถ้าจะให้ไปสู่ขอตอนนี้เขาก็ไม่กล้าบอกให้พ่อแม่เขารับรู้หรอกเพราะเขายังเรียนไม่จบเลย เขาต้องเรียนจบก่อนถึงจะบอกให้พ่อแม่ไปสู่ขอได้!…อรได้ฟังถึงตรงนี้ อรสะอึกเลย ! ตกลงอรกับแฟนทะเลาะกันตลอดทางตอนนั่งรถเมย์กลับบ้าน อรโกรธเขามาก อรเลยพูดไปว่า “ถ้า พี่รุจ ไม่ลงไปบ้านกับ อร ตอนนี้ ต่อไปเราไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีกต่อไป” พออรลงรถแล้ว และอรก็หันกลับไปมองว่าเขาจะตามมาไหม…รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป อรมองเห็นเขาย้ายจากที่นั่งที่เรานั่งด้วยกันไปที่เบาะหลังสุด อรมองเขาจนรถวิ่งออกไป จนลับสายตา !

ตอนนั้นบ่าย 4 โมงเย็นแล้ว!
แล้วตอนนั้นคือ ทั้งกลัวพ่อแม่โกรธ ทั้งเสียใจ อรเดินไปเกาะที่ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้าน สักพักเห็นแม่เดินออกมาเปิดประตูแล้วดึงตัวอรไปกอดแล้วแม่ก็ร้องไห้ แม่พาอรเดินเข้าบ้าน เห็นพ่อนั่งดูโทรทัศน์หน้าห้องโถง อรเดินไปถึงหน้าพ่อแล้วคุกเข่า คลานเข้าไปก้มกราบไหว้ที่เท้าพ่อ เงยหน้ามองพ่อ…แต่พ่อไม่พูด และไม่มองหน้าอรเลย !
แม่เดินเข้ามาดึงตัวอรให้ไปเข้าห้องของอร แม่ถามว่าแล้วผู้ชายคนนั้นคือใคร เขาอยู่ที่ไหน พ่อแม่เขาเป็นใครฯลฯ
ถามอะไรมา อรตอบได้แค่ว่าเขาเรียนที่ไหนแค่นั้นเอง และบอกแม่ว่า อรบอกเลิกเขาไปแล้วด้วย!
แม่คงไม่อยากเซ้าซี้อร แม่เลยบอกจะไปทำกับข้าวมาให้กิน แล้วก็เดินจากห้องอรไป!

วันต่อมาแม่บอกว่าพ่อจะพาไปตรวจครรภ์ พ่อพาอรไปที่คลีนิคแห่งหนึ่ง ที่ไหนไม่รู้เพราะนั่งรถไปข้ามจังหวัดเลย หมอตรวจดูแล้วบอกพ่อแม่และอรว่าอายุครรภ์เกินเกณฑ์ที่จะเอาออก และตอนนี้คือเด็กแข็งแรงดีมากๆหมอไม่แนะนำให้ทำแท้ง!

พ่อแม่พาอรกลับบ้าน พาไปฝากท้องที่คลีนิคในตัวเมือง แล้วกลับมาอยู่บ้านปรกติ ผ่านไปประมาณเดือนกว่าๆพ่อบอกอรว่า จะส่งอรไปอยู่กับญาติที่อเมริกา พ่อบอกว่า พ่อได้เตรียมหาคนพาไป แล้วไปคลอดลูกที่นั่นเลย แล้วพ่อกับแม่และน้องจะตามไปทีหลัง!

พ่อพาไปแนะนำให้รู้จักกับผู้ชายคนที่รับเป็นพ่อเด็กในท้องให้อร เขาอายุแก่กว่าอรมาก แต่พอเขาเห็นอร เขายกมือไหว้อรก่อนเลยแล้วถึงไหว้พ่อแม่อร !

สมัยก่อน การไปอเมริกาถือว่าไปได้ง่ายพอสมควร เพราะพ่อจ้างคนพาไป จ้างเขาทำวีซ่า และ พอไปแล้วก็เลื่อนวีซ่าอยู่ต่อ จนลูกอรคลอด พ่อจ้างคนทำอะไรต่อมิอะไรให้อรแยะมาก
หมดเงินไปแยะมากๆเช่นกัน !

พออรคลอดลูกได้สักพัก พ่อบอกจ้างให้ญาติช่วยทำเรื่องให้อรเป็นคนอเมริกาและช่วยทำเรื่องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จนมาถึงทุกวันนี้ค่ะ !

🙏ขอบคุณ🙏 คนที่เข้ามาอ่านเรื่องราวของพี่นะคะ พี่อยากจะบอกว่า ถ้าใครที่อึดอัดเรื่องใดในอดีต ปลดปล่อยมันออกมาเป็นตัวอักษรเหมือนพี่และน้องวรรณแบบนี้เถอะค่ะ
มันช่ายให้เราได้ระบายและสบายใจ ที่บางที ยังมีคนมาอ่าน อย่างน้อยยังมีคนเจอเหตุการณ์คล้ายๆเราค่ะ !

🙏ขอให้ทุกคนสู้ๆและปลอดภัยจากโควิด19กันทุกคนนะคะ❤️

Photos from My old story life's post 14/04/2023

เกิดในถิ่น…ไทยบ้านนอก…ใจบอกสู้
จากย่าปู่…สู่แม่พ่อ…ก็จนแสน
หอบหัวใจ…ดวงน้อย…โดดเดี่ยว…ที่คลอนแคลน
เพิ่มความแน่น…ความหนัก…ด้วยรักดี
พ่อและแม่…ไม่มีเงินให้…ใจจึงสู้
เดินหน้าสู้…สานความรู้…สู่ความฝัน
ว่าได้ดี…คำๆนี้…มันต้องมี มาสักวัน
จะไม่เสียชาติ…พันธุ์เผ่า…ลูกชาวนา…อย่างข้าเอย!!!…
…โอกาสไม่ได้มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน คนเราต้องรู้จักออกไปแสวงหา และเมื่อได้มันมาก็จงรีบตัดสินใจลงมือทำให้ดีที่สุด!…ไม่ใช่จะมัวแต่มานั่งรอ แล้วเมื่อไหร่จะมีเหมือนคนที่เค้ารวยแล้วได้?!?!?!…
คนที่ได้แต่ “รอ” จะไม่มีวัน”รวย”…คนที่เค้า”รวย” คือ คนที่ไม่เคย”รอ”…รอให้พร้อมก่อนก็ต้องรอต่อไปเรื่อยๆสุดท้ายก็ได้แค่…รอ…!!!

Photos from My old story life's post 13/04/2023

สังคมสมัยนี้ทำให้หลายๆคนเปลี่ยนไป เมื่อเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สังคมรอบข้าง จะหล่อหลอมให้เราเปลี่ยน “เปลี่ยนความคิด”…”เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำ”
การเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีทั้งดี และ ไม่ดี สมัยเป็นเด็ก บางคน 👉ที่เคยมีทุกอย่างเพียบพร้อม มองโลกในแง่ดีมาตลอด พอโตขึ้นกลับกลายเป็นคนก้าวร้าว และ ชีวิตแย่ลง !!!
บางคน 👉ที่เคยดื้อและไม่ฟังใคร พอโตกลับเปลี่ยนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มี !!!
ใครจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับการกระทำตัวเองของแต่ละคนทั้งนั้น !!!
ก่อนจะพูดอะไร ก่อนจะทำอะไร ควรที่จะทำความเข้าใจด้วยว่า “อะไร” หรือ “ใคร” ทำให้เราเปลี่ยน เพราะสังคมสมัยนี้มันน่ากลัวกว่าที่เราคิดซะอีก!!!
เพราะเราเคยผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดและเสียใจมามาก และ มันฝังอยู่ในความรู้สึก ฝังอยู่ในหัวใจของเรา จนมันกลายเป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวเรามาโดยตลอด ณ. ตอนนั้น 15 ปีที่แล้ว คิดตลอดว่า ถ้าเราจะเปิดรับรักใครอีกสักคนเข้ามาเป็นคู่ชีวิต เขาจะมาทำให้ใจเราพังอีกไหม?
เหตุผลเดียวที่เราต้องการเพียงแค่ใครสักคน ที่มาเติมเต็มให้ชีวิตเราลงตัวมากกว่าเดิมก็เท่านั้นค่ะ

*ข้อคิดดีๆ จาก DJ พี่อ้อย*

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Chon Buri?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chon Buri