Healthy & Bodybuilding
ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพร่างกาย
29/02/2020
เชื่อว่าอีกไม่นานนี้ของต้องขาดตลาดแน่นอน ใครยังไม่มีไว้ในครอบครองรีบเลย‼️
จิ้ม👉https://lin.ee/jF62gcd
19/10/2018
10/02/2018
10 ที่พักอ่าวนาง ราคาหลักร้อย on wongnai.com Wongnai ขอแนะนำ 10 ที่พักราคาถูกทั้งโรงแรมและโฮสเทลสุดฮิปในราคาหลักร้อยที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ พร้อมแล้วก็เก....
09/02/2018
มาเช็คดวงกันค่ะ
11/11/2017
ตารางการออกกำลังกายให้ฟิต กระชับทุกสัดส่วน
ตารางออกกำลังกาย 5 วัน กระชับให้ฟิตทุกส่วนสัด เฟิร์มอย่างเห็นได้ชัดทั้งร่าง อยากออกกำลังกายลดน้ำหนักแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง มาออกกำลังกายกระชับสัดส่วนวนไปกับตารางฟิตหุ่น 5 วันต่อสัปดาห์
06/07/2017
อะไรจะดีเท่ากับการลงมือทำ หากไม่ลงมือทำจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง ลงไว้เผื่อเป็นกำลังใจให้ทุกๆคน
Obese To Fit Muscular Body Transformation Women Motivation Before And After http://tiny.cc/bodyzire - Do you want to transform your body from fat to fit muscular or from skinny to muscular but don't know how to start and what is the ...
ว่าด้วยการลดน้ำหนัก
ลดรายรับเพิ่มรายจ่าย หลักกการการเผาผลาญพลังงานแบบง่ายๆ
การจะลดไขมันได้นั้น จะต้องทำให้ร่างกายรับพลังงานน้อยกว่าที่ใช้ออกไป เพื่อให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะเอาไขมันสะสมมาใช้ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับระบบการเงินของเราๆท่านๆนั้นหล่ะคือ
พลังงานและสารอาหารที่เราทานทุกมื้อคือ รายรับประจำ (ใครทำฝิ่นหลายมื้อก็ได้เยอะหน่อย)
การใช้พลังงานของระบบต่างๆภายในร่างกายและการออกกำลังกายคือ รายจ่าย (นอนเฉยๆรายจ่ายก็น้อยแต่ยังไงก็จ่าย)
ไขมันสะสมคือ เงินเก็บที่เหลือใช้จากรายจ่าย (รับมากจ่ายน้อยใช้น้อยก็เหลือเก็บเยอะ)
เมื่อเปรียบเทียบแบบนี้เราก็จะเห็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนขึ้น และผอมลงอย่างชัดเจน
�รายรับ > รายจ่าย = เงินเหลือเก็บแถมดอกผลเลยเยอะ = อ้วนขึ้น
รายรับน้อย (=) รายจ่ายก็น้อย = เงินเหลือเก็บเท่าเดิม = น้ำหนักไม่ลง
รายรับมาก (=) รายจ่ายก็มาก = เงินเหลือเก็บเท่าเดิม = น้ำหนักไม่ลง
รายรับ < รายจ่าย = ค่อยๆควักเงินเก็บมาใช้ = ค่อยๆผอมลง
รายรับ < เพิ่มรายจ่ายแบบสุดๆ = ทุบกระปุกเอาเงินเก็บมาใช้อย่างเร็ว = ผอมแต่ย้วย
ดังนั้นการที่เราจะผลาญเงินเก็บสะสมของเราให้ลดลงได้อย่างช้าๆ คือ จะต้องทำให้รายรับน้อยลงเล็กน้อยและเพิ่มรายจ่ายขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นเอง
แหล่งและชนิดของพลังงานในร่างกาย
เมื่อทราบถึงหลักการว่าจะเอาไขมันออกได้อย่างไรแล้ว สิ่งที่จะต้องเรียนรู้อีกอย่างคือ ร่างกายนั้นได้รับและเก็บพลังงานอย่างไร โดยร่างกายนั้นจะมีแหล่งพลังงานอยู่ 2 แหล่งและจะใช้ในเวลาที่ต่างกัน ได้แก่
Dietary Fuel
แหล่งพลังงานรายวันพร้อมใช้ เหมือนร้านสะดวกซื้อที่เรียกว่า Dietary Fuel เจ้าพลังงานพร้อมใช้นี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือเป็นต้นตอของพลังงานที่กล้ามเนื้อต้องใช้โดยตรง ฟอสฟาเจนที่เก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเมื่อคิดเป็นพลังงานจะได้ 5.7-6.9 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อย สามารถนำมาใช้ในการออกกำลังกายอย่างหนักได้เพียง 10 วินาทีเท่านั้น เช่นการวิ่งเร็ว 100 เมตร แต่ข้อดีคือร่างกายสามารถนนำพลังงานมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว อีกส่วนนึงคือ Glycogen (ไกลโคเจน) เป็นแหล่งพลังงานที่กล้ามเนื้อและตับสะสมไว้ โดยคิดเป็นพลังงานรวมกันประมาณ 2000 แคลอรี่ (มากน้อยขึ้นอยู่กับ เพศ วัย น้ำหนัก ส่วนสูง และ พันธุกรรม) พลังงานพร้อมใช้ Dietary Fuel นั้นจะได้จากสารอาหารที่เราทานเข้าไปในแต่ละวันซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมันและ โปรตีน และจะเก็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยขั้นตอนการดึงสารอาหารมาเป็นพลังงานนั้นร่างกายจะเริ่มจากการใช้ ATP-PC ตามด้วย Glycogen (ไกลโคเจน) และ Body Fuel ตามลำดับ
Body Fuel
แหล่งพลังงานสะสมแหรือแหล่งพลังงานสำรองที่เก็บไว้ในร่างกาย จะได้จากสารอาหารที่เหลือใช้จากการใช้งานหรือส่วนที่เหลือจาก Dietary Fuel โดยจะเก็บในรูปแบบของโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมัน และจะดึงออกมาใช้งานก็ต่อเมื่อพลังงานรายวันพร้อมใช้ (Dietary Fuel) หมดลง และใช้เพื่อการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อเป็นหลัก โดยขั้นตอนการดึงเอาพลังงานของกลุ่ม Body Fuel จะเริ่มจากการสลาย โปรตีนในกล้ามเนื้อ > ไขมัน ตามลำดับ
เผาผลาญอย่างไรให้โดนไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อไว้
วิธีการที่นิยมใช้กันในการเผาผลาญไขมันโดยให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยที่สุดคือ ทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อ คือต้องใช้กล้ามเนื้อบ่อยๆ หรืออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำควบคู่กับการควบคุมปริมาณอาหารให้ได้ตามปริมาณที่เหมาะสมไม่เหลือเก็บสะสม เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายมีปริมาณพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันอย่างเพียงพอร่างกายก็จะไม่สลายโปรตีนในกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน
เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียกล้ามเนื้อมากนัก ควรจัดให้มีโปรแกรมการอกกำลังกายแบบเรงต้าน (weight training) เพิ่มปริมาณมวลกล้ามเนื้อ ควบคุ่กับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เมื่อเรามีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงการเผาผลาญพลังงานส่วนพร้อมใช้ ในระหว่างวันก็จะมากขึ้น เพราะทุกๆ 0.5 กิโลกรัมของมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ 40-50 kcal ต่อวันเลยทีเดียว และถ้าหากออกกำลังกายเสริมด้วย ร่างกายจะใช้พลังงานพร้อมใช้ไปจนหมดในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของการออกกำลังกายและจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทนหลังจากที่พลังงานส่วนแรกหมดลง เพื่อชดเชยและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ที่ใช้ขณะออกกำลังกาย
จำกัดการรับพลังงาน ไม่ควรงดคาร์โบไฮเดรตต่ำเกินไป
เรื่องโภชนาการก็ยังสำคัญพึงระลึกไว้เสมอ ว่าร่างกายต้องใช้พลังงาน ถ้าหากคนเป็นคนออกกำลังกายควรพิจารณาความหนักของการออกกำลังกายด้วย หลังจากการรับประทานอาหาร ร่างกายจะเลือกใช้พลังงานพร้อมใช้ (Dietary Fuel) ก่อน เมื่อหมดลงจึงจะปรับมาใช้พลังงานที่สะสมไว้ (Body Fuel) และเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการนี้จะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วเราควรจัดสรรญปริมาณอาหารให้พอเหมาะพอดี ถ้าหากกิจกรรมการออกกำลังกายของคุณเป็นสายฮาร์ทคอร์ ระดับการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 75% ขึ้นไป ควรเติมอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นอาจมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตได้ถึง 60-70% เลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่ออกกำลังกายปรกติ สูตรยอดนิยมในการจัดอาหาร คือ
คาร์โบไฮเดรต 40% (1-2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม )
โปรตีน30% (2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ( ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการออกกำลังกายด้วย )
และไขมัน 30% (ต้องเป็นไขมันดี กลุ่ม Monounsaturated Fat )
ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการออกกำลังกายในระดับทั่วๆไป
คาร์ดิโอแบบ Low Intensity ได้ผลตรงจุด
การออกกำลังกายที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานที่ต้องทำควบคู่กับการ ออกกำลังกายแบบแรงต้านคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือการคาร์ดิโอ โดยทั่วไปร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันส่วนเกินในระหว่างพักหรือการออกกำลังกายที่ความหนักเบาถึงปานกลาง (60-75%ของMHR) ที่ทำติดต่อกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานึง แต่เมื่อไหร่ที่การออกกำลังหนักขึ้นใช้แรงมากขึ้นร่างกายจะดึงพลังงานจาก Glycogen (ไกลโคเจน) มาใช้มากกว่า เช่นที่ระดับ 90% ของ MHR ก็จะใช้พลังงานจาก Glycogenในสัดส่วนถึง 70% เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายที่หนักจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนทานกับการออกกำลังกายหนักๆต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ และการที่เราใช้ Glycogen (ไกลโคเจน) ในการเล่นแบบหนักๆนานๆ จะทำให้กรดแลคติคคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อมาก การหดตัวของกล้ามเนื้อก็จะถูกยับยั้ง จึงทำให้เกิดการเมื่อยล้าตามมา เมื่อเปรียบเทียบแล้ว คนที่ต้องการลดไขมันควรออกกำลังกายแบบเบาถึงปานกลางและใช้เวลาในการออกกำลังกายให้นาน จะช่วยเผาผลาญพลังงานจากไขมันส่วนเกินได้มากว่า
ข้อควรระวัง
ไม่ควรลดอาหารมากๆแล้วไปออกกำลังกายคาร์ดิโอหนักๆ หรือฝึกหนักๆในขณะที่ท้องว่าง เพราะผลที่ได้รับคือร่างกายจะสลายไขมันไปแค่บางส่วน แต่จะยังเก็บรักษามวลไขมันไว้ (skiny fat) จึงทำให้รูปร่างดูไม่ฟิต ไม่เฟิร์ม หย่อนยาน ด้วยเหตุนี้ผู้รู้หลายๆท่านจึงแนะนำให้ทานอาหารประเภทแป้งในมื้อก่อนออกกำลังกาย และ ให้จัดวางโปรแกรม weight training ไว้ก่อนการคาร์ดิโอเสมอ เพื่อให้เราใช้พลังงานพร้อมใช้ให้หมดไปให้ได้มากที่สุด ในขณะที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อไว้ และ ใช้การคาร์ดิโอเบาๆตามอย่างน้อย 30-40 นาทีเพื่อเผาผลาญไขมันสะสม
CR.www.lovefitt.com
ปล.ข้อมูลเผื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่ต้องการมีหุ่นสวยๆดูดีนะครับ แต่คงจะไม่ดีกว่าการลงมือทำ ถ้าชอบช่วยกดไลน์ กดเเชร์ด้วยนะครับ
ปัจจัยที่ทำให้กล้ามโตได้เร็ว
หลักสากลของการสร้างกล้ามให้เติบโต อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ว่าท่าที่ใช้ออกกำลังอยู่นั้น เป็นท่าไหน ต้องใช้น้ำหนัก ให้มาก และ จำนวนครั้ง ให้น้อยเข้าไว้ ในแต่ละท่า ต้องเริ่มที่ การวอร์มร่างกาย 1 เซท เป็นจำนวน 15 ครั้ง ก่อน จากนั้น จึงฝึก ด้วยน้ำหนักจริง 5 เซทขึ้นไป ไม่ว่าจะฝึกท่าอะไร ให้เพิ่มน้ำหนัก ทุกๆเซท ลดจำนวนครั้งลง จนกระทั่ง ในสองเซทสุดท้าย เหลือเซทละ 6 ครั้ง และในแต่ละเซท ให้ฝึกจนทำต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จึงหยุดพัก ใช้แผ่นน้ำหนัก เท่าที่คุณทำจนหมดแรงพอดี ในเซทนั้นๆ
ท่าออกกำลังที่อาร์โนลใช้เล่นเป็นประจำ
ส่วนของกล้ามเนื้อ ท่าที่ใช้ฝึก
หน้าอก Bench Press
Incline Press
Dumbbell Flye
ปีก Chin - Up (ดึงข้อ)
Rowing - T Bar
Seated Cable
Bent - Over
บ่า Shoulder Press
Behind - Neck Press
Lateral Raise
แขน Barbell & Dumbbell Curl
Triceps Pressdown
Weighted Dip
ขา Squat
Leg Press
Leg Extension
Leg Curl
จำนวนเซท
การฝึกใน 1 เซท ของอาโนลล์
จำนวนครั้งน้อย ใช้น้ำหนักมาก
แต่ละเซท เล่นจนหมดแรง
เซท จำนวนครั้ง
เซท 1 15 ครั้ง (วอร์ม)
เซท 2 12 ครั้ง
เซท 3 10 ครั้ง
เซท 4 8 ครั้ง
เซท 5 6 ครั้ง
เซท 6 6 ครั้ง
ให้เพิ่มน้ำหนักในทุกๆเซท ให้มากที่สุดที่จะทำได้ พักระหว่างเซท นานกว่าปกตินิดหน่อย
คาร์ดิโออย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์
การคาร์ดิโอช่วยสร้างกระตุ้นหัวใจระบบไหลเวียนเลือดในการเผาผลาญพลังงานให้มีการแคลลอรี่มาก ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักของร่างกายสมส่วนยิ่งขึ้น ควรคาร์ดิโออย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป อาจเป็นการเดินชัน หรือการวิ่งเร็วสลับกับการเดิน
ควรกินอาหารที่มีจำนวนแคลอรีให้พอดีสำหรับการสร้างและรักษากล้ามเนื้อ
ถ้าคุณเป็นคนที่ออกกำลังเป็นประจำแล้วละก็ ควรกินอาหารวันละ 5-6 มื้อ เพื่อให้มีพลังงานมากกว่าค่า RMR หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก 500 แคลอรีขึ้นไป จึงจะเพียงพอต่อการสร้างและรักษากล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ถ้ารู้สึกว่ากล้ามยังขึ้นช้าอยู่ ก็ให้เพิ่มจำนวนแคลอรีมากขึ้นเรื่อย ๆ
กินโปรตีน 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเป็นอย่างน้อย
โปรตีนเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นควรกินโปรตีนให้มากเข้าไว้ โดยไม่ต้องคิดว่ามันจะเป็นอันตรายกับไต เพราะมีผลงานวิจัยจาก University of Connecticut เปิดเผยว่าไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าโปรตีนจำนวนมากจะสร้างความเสียหายให้กับไตได้ ซึ่งแหล่งอาหารที่มีโปรตีนมากที่สุดคือ ปลา เนื้อ ไข่ ถั่ว และอาหารที่ทำจากแป้งโปรตีน เป็นต้น
กินคาร์โบไฮเดรตชนิดดีและผักในอาหารทุกมื้อ
หากกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตไม่ดีเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวขาว เค้ก และขนมปังขาว อาจทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นควรหันมากินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีอย่าง มันฝรั่ง ผลไม้ เมล็ดควินัว และขนมปังโฮลเกรน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงานและแร่ธาตุต่าง ๆ ให้กับร่างกาย เพื่อนำไปสร้างกล้ามเนื้อ ขณะที่การกินผักจะเพิ่มวิตามินและสารอาหารที่ร่างกายต้องการโดยปราศจากไขมันส่วนเกินอย่างสิ้นเชิง
นอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน
แม้ว่าร่างกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนตลอดทั้งวันอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างกล้ามเนื้อเท่าไร ซึ่งช่วงที่คุณนอนหลับนั้น เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ฮอร์โมนดังกล่าวจะถูกผลิตออกมาจำนวนมาก ขณะที่การอดนอนหรือนอนน้อยจะขัดขวางการสร้างโกรทฮอร์โมนและการซ่อมแซมกล้ามเนื้ออีกด้วย
cr.www.tuvayanon.net www.men.kapook.com
หากข้อความนี้เป็นประโยชน์ช่วยกดไลน์ กดแชร์ด้วยนะครับ
หลายความเข้าใจที่เราเข้าใจแบบผิดๆ
1. เหงื่อออกมากร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้เยอะ?
เป็นเพียงระบบการระบายความร้อนของร่างกายตามปกติ ไม่เกี่ยวกับการเผาผลาญแคลอรี่แต่อย่างไร ถึงจะมีบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำครับ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญได้ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่สำคัญเสียเหงื่อน้อยด้วย เย็นสบายอีกต่างหาก เห็นไหมครับ จะเสียเหงื่อมาก หรือเสียเหงื่อน้อยมันไม่เกี่ยวกับการเผาผลาญแคลอรี่เลยสักนิด
2. การซิทอัพทำให้กล้ามท้อง?
ซิทอัพ คือการทำให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง ทำให้มัดกล้ามที่หน้าท้องนั้นใหญ่ขึ้น แต่หากซิทอัพเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะทำมากมายหลายร้อยหลายพันรอบ บางทีซิกแพคมันก็ไม่ขึ้นมาให้เห็นหรอก เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามท้องไม่มี มันคือไขมันที่พอกหนา ๆ อยู่ที่หน้าท้องนั่นไงล่ะครับ ดังนั้นการที่จะให้มีกล้ามท้องที่สวยงามนั้น ซิทอัพอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องทำอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น การควบคุมอาหาร , ออกกำลังกายท่าอื่น ๆ เพิ่มเติมไปด้วย ประการสำคัญคืออย่าฝืนร่างกายของตัวเองมากจนเกินไป เพียงเท่านี้กล้ามท้องก็จะนูนสวยขึ้นมาโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานจนเกินไป
3. การยกน้ำหนักเบาๆ ทำให้กล้ามแขนขึ้น?
การยกน้ำหนักที่ทำให้กล้ามแขนขึ้นต้องเพิ่มน้ำหนักให้กล้ามเนื้อมีพัฒนาการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้น ยิ่งถ้าเพิ่มเติมการควบคุมอาหารเข้าไปด้วยอีก ขอรับรองเลยว่าเพียงไม่นานก็จะเห็นผลในความพยายามนั้น แต่มีข้อที่ควรระวัง การฝืนร่างกายที่มากจนเกินไปอาจได้รับบาดเจ็บได้
4. ผู้ชายกล้ามโตนั่นแหละสุขภาพดี?
สุขภาพที่ดีนั้นจะต้องเกิดจากภายในผสานเสริมกับภายนอก ภายในก็ประมาณว่า ระบบการหายใจ , จังหวะการเต้นของหัวใจ , การเผาผลาญพลังงาน ร่วมไปถึง ระบบขับถ่ายด้วย ส่วนภายนอกนั้นคือการมีมัดกล้ามที่แข็งแรง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมาออกกำลังกายแบบเน้นสร้างกล้ามเนื้ออย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเล่นกีฬาอย่างอื่นผสมด้วย เช่น วิ่ง , ว่ายน้ำ , ปั่นจักรยาน หรืออาจเป็นกีฬาประเภททีมเช่น ฟุตบอล อันนี้ได้ความสุขสนาน แถมสุขภาพจิตดีอีกด้วย อย่างนี้เขาถึงเรียกว่าสุขภาพดีอย่างแท้จริง
cr:www.sanook.com
โปรตีนจากไข่ขาวกับการลดน้ำหนัก จริงหรือ?
ไข่ขาวมีแคลอรี่เพียง 17 แคลอรี่ ไม่มีไขมัน เป็นต่ำแคลอรี่, ไข่ขาวมีโปรตีนประมาณ 4 กรัม เกลือโซเดียม55 มิลลิกรัม ไข่ขาวมีโฟเลต 1.3 ไมโครกรัม ซีลีเนียม 6.6 ไมโครกรัม แคลเซียม 2.3 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 3.6 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส4.9 มิลลิกรัมและ โพแทสเซียม 53.8 มิลลิกรัม
ไข่ขาวมีโปรตีน 3.6 กรัมนั่นคือประมาณร้อยละ 5 ของความต้องการโปรตีนประจำวันของคุณ โปรตีนจากไข่ขาวนั้นร่างกายเราสามารถดูดซึมไปใช้ได้ 100เปอร์เซ็นต์ และยังสามารถย่อยได้ค่อนข้างง่าย ซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้ทั้งในด้านการสร้างกล้ามเนื้อและลดน้ำหนัก อีกทั้งยังเหมาะต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร (ไข่ขาวไม่ระคายเคืองกับกระเพาะอาหารเหมือนกับ แหล่งโปรตีนชนิดอื่น) ไข่ขาวมีส่วนประกอบของ Casein protein (โปรตีนแบบย่อยได้ช้า) ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของแหล่งโปรตีนที่สามารถทานได้ทุกช่วงเวลา ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนรวมทั้ง สามารถลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร อิ่มนานขึ้น และลดการบริโภคพลังงานในมื้อต่อ ๆ ไปจึงแนะนำใช้คุมน้ำหนัก
cr:sixpackhome.com
ปล.เผื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่รักการออกกำลังและสาระในการออกกำลังกาย ถ้าชอบช่วยกดไลน์ กดเเชร์ด้วยนะครับ
มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าออกกำลังกายแล้ว แต่น้ำหนักไม่ลงหรือลงแต่ไม่มาก สร้างความเหนื่อยใจให้แก่เพื่อนหลายๆคน วันนี้ผมก็หาคำตอบเพื่อคลายความสงสัยกัน สรุปหลักๆได้ ดังนี้
1. สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็น
โดยทั่วคนส่วนใหญ่เมื่อจะลดน้ำหนักโดยมีความคิดว่าเมื่อกินคลีนและออกกำลังกายแล้วจะต้องลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นความจริงในช่วงแรกๆของการลดน้ำหนักเพราะจากด้วยร่างกายยังไม่ชิน ปรับตัวไม่ทัน หรือมีปริมาณไขมันสะสมอยู่มาก แต่ต่อมาเมื่อผ่านไปซักระยะร่างกายจะปรับตัวและความเร็วในการลดน้ำหนักก็จะเริ่มชะลอลง โดยการลดลงของน้ำหนักตัวนั้นจะเริ่มช้าลงในทุกๆกิโลกรัมที่เราลดออกไป ยิ่งผอมลงยิ่งลดก็จะยากขึ้น ระยะเวลายิ่งนานขึ้น หากอธิบายเป็นกราฟ รูปแบบของกราฟที่ได้จะเป็นแบบขั้นบันได คือ มีช่วงที่หยุดนิ่งเป็นระยะๆ ช่วงที่หยุดนิ่งนานๆเราก็เข้าใจว่าทำไมไม่ลง
ทำไมไม่ลด ทั้งเหนื่อย แถมไม่ได้กินในสิ่งที่อยากกิน ก็มีความวิตกกังวลกัน
โดยหลักแล้วเมื่อน้ำหนักของร่างกายคนเราเมื่อนิ่งกับที่ติดต่อกันเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่บอกว่าร่างกายเริ่มเคยชินกับโปรแกรมการออกกำลังกายและอาหารแบบเดิมๆแล้ว ต้องเปลี่ยนโปรแกรมแบบเดิมๆเสียใหม่ เช่น สลับเปลี่ยนหมุนเวียนอาหาร สลับวันและโปรแกรมการออกกำลังกาย เพิ่มความหนักของการออกกำลังกาย หรือหากทำทุกอย่างและมั่นใจว่าไม่ได้พลาดตรงไหน ให้ลองหยุดพักผ่อนซักสัปดาห์แล้วค่อยกลับมาลดใหม่เพื่อคลายความดึงเครียดจากการลดน้ำหนักที่ติดต่อกันนานเกินไป
2.กล้ามเนื้อกับไขมัน
โดยปกติไขมันในร่างกายเรานั้นมีลักษณะโครงสร้างคล้ายๆฟองน้ำคือมีขนาดใหญ่และน้ำหนักเบา และ กล้ามเนื้อจะมีโครงสร้างเป็นเส้นใยพันไปมาเหมือนเกลียวเชือกมีความหนาแน่นมากกว่าเมื่อนำสองสิ่งนี้มาเทียบกันในน้ำหนักที่เท่ากัน กล้ามเนื้อที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีขนาดเล็กกว่าไขมันอยู่ประมาณ 1-1.5 เท่าตัว เมื่อเราลดน้ำหนักโดยสลายไขมันไปเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่คงเหลือไว้คือกล้ามเนื้อจึงทำให้ปริมาณของน้ำหนักตัวคงที่หรือลดลงน้อยมากในขณะที่รูปร่างมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
3.การเปลี่ยนแปลงมองไม่เห็น
การลดน้ำหนักด้วยการทานอาหารที่ถูกโภชนาการและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดการพัฒนาภายในร่างกาย ทั้งระบบเลือด ระบบทางเดินหายใจ การเต้นของหัวใจ และโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีการสะสมพลังงานแหล่งที่มาจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ไกลโคเจน) มากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเฉลี่ยแล้วร่างกายของคนที่ออกกำลังกายจะเก็บไกลโคเจนไว้ในกล้ามเนื้อประมาณ 300-400 กรัม เมื่อรวมกับปริมาณน้ำอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวหรือ ตัวเลขน้ำหนักจะดูมากกว่าความเป็นจริงประมาณ 1-2 กิโลกรัม เพราะน้ำและไกลโคเจนอาจทำให้กล้ามเนื้อดูฟูและโตขึ้นเล็กน้อยได้
ในขณะที่ไขมันหนาๆจะบางลง แต่ไม่ใช่จะทำให้กลัวไม่กล้าออกกำลังกายกัน ข้อดีของการที่ร่างกายมีกล้ามเนื้อที่มากขึ้นคือจะทำให้เราเก็บสะสมพลังงานสำรองที่มาจากคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้น จึงทำให้ถึงแม้ว่าจะกินแล้วไม่ได้ออกกำลังกายเราจะยังควบคุมน้ำหนักได้ดี อ้วนยากขึ้น และการสะสมไกลโคเจนนี้จะไม่ทำให้เราดูอ้วนเหมือนการสะสมไขมัน จึงทำให้ดูรูปร่างดีขึ้น แม้ตัวเลขน้ำหนักตัวไม่ลงมากอย่างที่ตั้งเป้าไว้ก็ตาม
ด้วยปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้จึงแนะนำให้คนที่ลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย อย่างกังวลถึงผลที่ตัวเลขบนตราชั่งมากจนเกินไป แต่ให้ดูในเรื่องของสัดส่วนสภาพร่างกายมากกว่า และขอให้ทำต่อเนื่องอย่างเต็มที่ อย่าเพิ่งท้อและหยุดกลางครันไปเสียก่อน
ปล.หากชอบเรื่องที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ช่วยกดถูกใจเพจหรือกดไลน์ กดแชร์ให้ด้วยนะครับ เป็นกำลังใจแก่แอดมินนะครับ จะได้หาข้อมูลดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อไป
เรียบเรียง lovefitt
Credit FitFactFun, coachcalorie.com, jillianmichaels.com
11/03/2017
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
กรุงเทพ
Dusit
