Mila Claire Bacca-La Rose Serum

Mila Claire Bacca-La Rose Serum

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Mila Claire Bacca-La Rose Serum, สุขภาพ/ความงาม, Nakhon Pathom.

18/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
ผิวไม่ไหม้อีกต่อไป! รวม 7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "การทากันแดด" พร้อมรับมือหน้าร้อน
✅ Smart X150 Sunscreen ปกป้อง ด้วย SPF50 PA+++ คุมความมันได้ตลอดวัน , เนื้อละเอียด ล้างออกง่าย, และ 0% ซิลิโคน ป้องกันรังสี UVA และ UVB- สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷

โอ๊ยๆ ขอหลบแดดหน่อยจ้า เผลอแป๊บเดียวหน้าร้อนมาเยือนอีกแล้วพี่สาว แล้วในหน้าร้อนแบบนี้แสงแดดแผดเผาทำเราเซ็งสุด ๆ และแน่นอนก่อนออกจากบ้านต้องโปะครีมกันแดดหนัก ๆ ปกป้องผิวจากแสงแดด แสง UV สักหน่อย แต่เห็นคำแนะนำการทากันแดดแล้วมึนตึบ จะทากันแดดยังให้ปกป้องผิวได้มากที่สุด แล้ววิธีทากันแดดที่เข้าใจมาถูกต้องแล้วรึเปล่า? ถ้าเกิดใครสงสัย เรารวบรวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทากันแดดมาให้แล้ว จะเป็นยังไง ไปดูกันเลย
รวม 7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "การทากันแดด" พร้อมรับมือหน้าร้อน�
ครีมกันแดดทุกตัวทำหน้าที่เหมือนกันหมด จริงมั้ย?� �เราก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจว่าครีมกันแดดทุกตัวทำหน้าที่เหมือนกันมาตลอด แต่ความจริงแล้วครีมกันแดดมีชนิดที่หลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่ SPF ที่ต่างกันก็ให้ประสิทธิภาพให้ในการป้องกันแสง UV ที่ต่างกันด้วย และครีมกันแดดไม่ได้มีแค่สูตรเดียวด้วยนะ แต่ครีมกันแดดมี 2 สูตรเป็นสูตร Chemical และ Physical และทั้ง 2 สูตรมีกลไกปกป้องผิวที่ต่างกันด้วย ครีมกันแดด Chemical จะมีคุณสมบัติดูดกลืน UV มักจะเป็นสูตรที่มีค่า SPF สูง ๆ ส่วนครีมกันแดด Physical มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีออกไป
�เลือกครีมกันแดดยิ่งมีค่า SPF ยิ่งสูงยิ่งดี จริงมั้ย?� �สำหรับใครที่เวลาเลือกครีมกันแดดแล้วตัดสินใจเลือกเพราะค่า SPF สูงเพียงอย่างเดียว แนะนำว่าให้ลองดูส่วนผสมอื่น ๆ ด้วยอีกที เพราะค่า SPF สูงช่วยปกป้องผิวจากแสง UV ได้ดีกว่าก็จริง แต่ SPF สามารถปกป้องได้แค่ UVB เท่านั้น ครีมกันแดดเลยต้องมีค่า PA ด้วยเพื่อปกป้องแสง UVA ที่ทำร้ายผิวเราได้ด้วย และค่า SPF สูงก็ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะยิ่งค่า SPF สูงยิ่งมีโอกาสทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ได้ด้วย

ไม่โดนแดด ไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด จริงมั้ย?� �ครีมกันแดดก็ต้องทาตอนจะออกแดดสิ! ความจริงแล้วเป็นความเข้าใจที่ผิดนะคะเพื่อน ๆ เพราะแสงที่ทำร้ายผิวของเราไม่ได้มีแค่แสงแดด และแสง UV แค่อย่างเดียวนะ แต่แสงสีฟ้า หรือแสงจากหลอดไฟ แสงจากคอมพิวเตอร์ แสงจากจอมือถือ ก็เป็นตัวการทำร้ายผิวทำให้ผิวแห้งและมีริ้วรอยก่อนวัยได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะออกแดดหรือไม่ ควรทากันแดดป้องกันแสงทำร้ายผิวพวกนี้เอาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่า

ทาครีมกันแดดแล้วต้องรอ 30 นาทีค่อยออกแดด จริงมั้ย?� �ทาครีมกันแดดแล้วต้องรอ 30 นาทีค่อยออกแดดจริงมั้ย จากที่เราไปหาข้อมูลมาคำตอบคือจริงนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ ใช้กันแดดแบบ Chemical ที่มีคุณสมบัติดูดกลืนแสง UV ควรทาครีมกันแดดก่อนถูกแดดประมาณ 30 นาที เพื่อให้สารกรองรังสี UV พร้อมทำงาน แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้กันแดดแบบ Physical ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสง UV ไม่จำเป็นต้องรอครีมกันแดดทำงาน ทาแล้วสามารถออกแดดได้เลยค่ะ

ครีมกันแดดไม่จำเป็นต้องทาบ่อย ทาตอนเช้ารอบเดียวก็พอ จริงมั้ย?� �สำหรับทริคทาครีมกันแดดรอบเดียว ไม่จำเป็นต้องทาบ่อย จากที่หาข้อมูลมาแล้วเขาบอกว่าสามารถทำได้ สำหรับคนที่ไม่ได้สัมผัสกับแดดมากค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าเราต้องเจอกับแดดจ้าแผดเผา ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะครีมกันแดดแบบ Chemical จำเป็นต้องทาซ้ำ
เพราะครีมกันแดดสูตรนี้มีคุณสมบัติดูดกลืนเลยทำให้การปกป้องของครีมกันแดดลดลงไปด้วย และสำหรับครีมกันแดดสูตรกันน้ำ สามารถกันน้ำได้แค่ 40 นาทีเท่านั้น และจะเสื่อมสภาพลงหลังโดนน้ำ หรือแม้แต่โดนเหงื่อก็ด้วยค่ะ สรุปเลยว่าครีมกันแดดต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงจะดีกว่าค่า

เมื่อลงเครื่องสำอางที่มี SPF แล้ว ไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด จริงมั้ย?� �สำหรับข้อนี้จากที่ไปหาข้อมูลมาแล้ว เขาแนะนำว่าควรใช้ครีมกันแดดเป็นตัวปกป้องผิวจากแสง UV ก่อนดีกว่า น่าจะเพราะครีมกันแดดมีคุณสมบัติในการกันแดดและปกป้องแสง UV โดยเฉพาะ แล้วค่อยให้เครื่องสำอางที่มี SPF เป็นส่วนที่ช่วยเสริมการทำงาน และถ้าจะให้ดีเขาบอกมาว่าควรเลือกเครื่องสำอางที่มี SPF ไม่น้อยกว่า 30 ด้วยค่า

ครีมกันแดดจะทำให้ผิวไม่ดูดซึมวิตามินดี จริงมั้ย?� �ว่ากันว่าถ้าตัวเราสัมผัสกับแสงอาทิตย์อย่างน้อย 15 นาทีทุกวัน ร่างกายของเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมาด้วย คนเลยคิดว่าถ้าทาครีมกันแดดจะกลายเป็นการบล็อกวิตามินดีออกไปด้วย แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษาหรืองานวิจัยที่ให้ข้อมูลว่าการทาครีมกันแดดทำให้ผิวได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ และสำหรับใครที่อยากเพิ่มวิตามินดี ก็สามารถรับวิตามินดีได้จากทางอื่นได้ด้วย อย่างการกินอาหารที่มีวิตามินสูง เช่น แซลมอน ทูน่า หรือชีสได้ด้วย

ตามไปส่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทากันแดดมาแล้ว คราวนี้ใช้กันแดดได้แบบคุ้มราคา ไม่เสียเปล่า แถมปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีกว่าเดิมแน่นอน และถ้าจะให้ดีควรทากันแดดถึง 2 ข้อนิ้วตามที่หลายคนแนะนำได้เลย เพราะนี่คือความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าเกิดว่าทาน้อยไปกันแดดก็ไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องผิวได้นะ ว่าแล้วก็ขอจัดกันแดด 2 ข้อนิ้ว เพื่อออกไปสู้กับแดดเมืองไทยก่อนนะคะ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าค่า บ๊ายบาย

ที่มา: Sanook
#มีล่าแคลร์

17/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
รวมเหตุผลที่ทำไมถึงควรหันมาใส่ใจการดูแลผิวรอบดวงตาด้วยอายครีมอย่างจริงจัง
✅ Eye circle repair - สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷
หนึ่งเคล็ดลับใบหน้าอ่อนเยาว์อยู่ที่การดูแลผิวรอบดวงตา

สิ่งที่สามารถบ่งบอกอายุและความเหนื่อยล้าของเราได้อย่างชัดเจนก็คือผิวรอบดวงตา ซึ่งถ้าพูดถึงการดูแลผิวหน้าโดยทั่วไปหลายคนอาจจะได้คะแนนเต็ม 10 สำหรับการลงเซรั่มและครีมบำรุงต่างๆ เป็นประจำ อย่างไรก็ตามหนึ่งในขั้นตอนบำรุงผิวที่มักจะถูกลืมหรือมองข้ามก็คือการใช้อายครีม ซึ่งเป็นสเต็ปที่หลายคนอาจมองว่าไม่จำเป็นและคิดว่าเพียงแค่มอยซ์เจอไรเซอร์ที่ทาลงไปก็สามารถให้ความชุ่มชื้นได้ทั่วทั้งใบหน้าแล้ว จริงอยู่ที่มอยซ์เจอไรเซอร์ของเราอาจช่วยให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้นพอ แต่สาวๆ ทราบหรือไม่ว่าผิวบริเวณใต้ตาของเรานั้นบอบบางมากเมื่อเทียบกับผิวส่วนอื่นของใบหน้า ซึ่งมอยซ์เจอไรเซอร์ที่เราทาอาจมีเนื้อสัมผัสที่หนักเกินไป ไม่สามารถซึมได้ ทำให้เนื้อครีมกองอยู่บนผิว นี่จึงเป็นที่มาของการใช้อายครีมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อความบอบบางของผิวบริเวณรอบดวงตา เหตุผลที่เราถึงควรเริ่มใช้อายครีมตั้งแต่วันนี้มีอะไรบ้าง ตามมาดูกัน

* ผิวรอบๆ ดวงตาร่วงโรยได้รวดเร็วกว่าผิวส่วนอื่น
ในแต่ละวันเราใช้สายตากันเยอะมาก ดวงตาของเราขยับและต้องโฟกัสตลอดเวลา ทั้งจากการจ้องโทรศัพท์และหน้าจอคอมฯ แล้วไหนจะตอนที่เราต้องล้างมาสคาร่าและอายเมกอัพออก ซึ่งขณะที่ล้างหรือเช็ด ผิวรอบๆ ดวงตาจะต้องถูกสัมผัสเป็นประจำทุกวัน โดยนอกจากปัจจัยของอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมต่างๆ ของเรานี่ล่ะที่เป็นปัจจัยที่เร่งให้ผิวรอบดวงตาของเราดูแก่ก่อนวัย โดยมีริ้วรอยและความหมองคล้ำเป็นสัญญาณของผิวที่ร่วงโรยก่อนวัย และเมื่อผิวรอบๆ ดวงตาเริ่มดูหย่อนคล้อยหรือขาดความกระชับ ก็อาจส่งผลให้ใบหน้าของเราโดยรวมดูไม่เปล่งปลั่งและดูอิดโรยได้

* มีความบอบบางเป็นพิเศษ
เนื่องจากผิวบริเวณรอบๆ ดวงตาของเราบอบบางมากกว่าผิวส่วนอื่น การดูแลแค่การลงมอยซ์เจอไรเซอร์อาจจะไม่พอเพียงและไม่ตอบโจทย์กับผิวใต้ตาของเราสักเท่าไหร่ในแง่ของการฟื้นบำรุง โดยการใช้อายครีมเป็นประจำจะช่วยให้ผิวรอบดวงตามีสุขภาพที่ดีในระยะยาว เนื่องจากมีส่วนผสมที่ช่วยในเรื่องความกระชับอย่างเช่นเปป์ไทด์ หรือวิตามินซีที่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส เป็นต้น ที่สำคัญมีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบาและซึมซาบได้ไวกว่าเมื่อเทียบกับมอยซ์เจอไรเซอร์ทั่วไป

* สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย
นอกจากบอบบางกว่าแล้ว ผิวรอบดวงตายังสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่า เป็นที่มาที่บางครั้งคอนซีเลอร์หรือเมกอัพที่เราลงบริเวณใต้ตาจะตกร่องได้ง่ายกว่าส่วนอื่นของใบหน้า อายครีมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคงความชุ่มชื้นระหว่างวัน โดยในปัจจุบันอายครีมมักจะมาพร้อมเนื้อสัมผัสมที่ซึบไวและมาพร้อมส่วนผสมและนวัตกรรมการบำรุงที่ช่วยทั้งเรื่องความชุ่มชื้น ความกระชับ และความกระจ่างใสไปในเวลาเดียวกัน

* ความหมองคล้ำและริ้วรอยสามารถเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัย
เคล็ดลับผิวอ่อนเยาว์ไม่ได้หยุดแค่เซรั่มบำรุงผิวหน้าแต่อย่างเดียว เพระถ้าผิวหน้าสวยกระชับแต่ผิวใต้ตาดูหมองคล้ำและหย่อนคล้อย ใบหน้าของเราก็อาจจะดูอิดโรยและทำให้ดูแก่ก่อนวัยได้

ที่มา: VogueBeauty
#มีล่าแคลร์

16/08/2023

🌸Smart Deodorant Cool สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷 🌞
7 เคล็ดลับที่ไม่ควรพลาด ช่วยให้กลิ่นตัวหอมนานตลอดวัน
บำรุงผิวใต้วงแขนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
หากใครไม่สะดวกวิธีต่างๆ ที่แนะนำมา ก็สามารถหาตัวช่วยอย่าง “ MILA CLAIRE - Smart Deodorant“ สเปรย์บำรุง ช่วยผิวแลดูกระจ่างใสตามธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดขนใหม่ และที่แน่ๆ ลดกลิ่นกาย แถมกลิ่นหอมสดชื่น ตัวช่วยแบบนี้ก็จะทำให้สาวๆ สะดวกและรวดเร็ว ความสวยรอไม่ได้ สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷

ใครๆ ก็อยากมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่ติดตัวนานทั้งวัน เพราะกลิ่นหอมช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน การออกไปพบปะผู้คน รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากมีกลิ่นหอมติดตัวนานตลอดทั้งวัน อย่าพลาดกับเคล็ดลับทำให้ตัวหอมที่เรานำมาฝากกัน ดังต่อไปนี้เด็ดขาด

1.รักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ�สิ่งสำคัญในการทำให้เนื้อตัวหอมอย่างเป็นธรรมชาติคือ การรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับทำความสะอาดและถูสบู่ในบริเวณที่ทำให้เกิดกลิ่นกายได้ง่าย เช่น มือ เท้า ข้อพับ และรักแร้ นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญในการกำจัดขนรักแร้และสระผมตามความเหมาะสมของสภาพเส้นผมตัวเองด้วย
�2.ระงับกลิ่นกายด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ�การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีคุณภาพ จะช่วยกำจัดกลิ่นกายที่เหม็นได้เป็นอย่างดี และยังช่วยเพิ่มความหอมให้แก่ร่างกายได้อีกด้วย
�3.ใช้โลชั่นทาผิวที่มีกลิ่นหอม�การบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดีควรมาพร้อมกับกลิ่นที่หอม ดังนั้นควรเลือกใช้โลชั่นทาผิวที่มีกลิ่นหอมและติดตัวนานตลอดวัน นอกจากจะช่วยให้กลิ่นหอมแล้วยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อีกเช่นกัน

4.ฉีดน้ำหอม�การฉีดน้ำหอมตามจุดสำคัญ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ ซอกคอ และบริเวณกลางหน้าอก จะช่วยให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนานตลอดวัน ทั้งนี้ก็ควรฉีดปริมาณแต่พอเหมาะ หากฉีดมากจนเกินไปอาจทำให้ฟุ้งไปด้วยน้ำหอม จนทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะตามมาได้
�5.เสื้อผ้าควรมีกลิ่นหอม�การใช้เสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอม ไม่เหม็นอับ หรือเลือกใส่เสื้อผ้าที่ไม่แน่นหรืออึดอัดจนเกินไปมีส่วนช่วยให้เนื้อตัวหอมได้ตลอดวัน เพราะการเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอมและสามารถระบายอากาศได้ง่าย ช่วยลดการเปียกชื้นของเหงื่อได้อีกด้วย
�6.กินอาหารที่มีประโยชน์�อาหารที่กินเข้าไปอาจมีส่วนต่อการทำให้ร่างกายมีกลิ่นตัว ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ รวมทั้งการดื่มน้ำมากๆ ย่อมมีส่วนทำให้ร่างกายสดชื่นและไม่มีกลิ่นตัวที่เหม็นได้
�7.หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง�นอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อาหารที่ก่อให้กลิ่นตัวแรงบางชนิดก็ต้องหลีกเลี่ยงด้วย โดยอาหารเหล่านั้น ได้แก่ กระเทียม หัวหอม เนื้อสัตว์ บรอกโคลี รวมทั้งอาหารที่มีรสจัด ซึ่งจะส่งผลทำให้มีกลิ่นตัวและกลิ่นปาก เพราะอาหารเหล่านี้จัดอยู่ในประเภทของอาหารที่มีกลิ่นแรงนั่นเอง�
อยากมีเนื้อตัวที่หอมยาวนานตลอดวันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพียงแต่จะต้องใส่ใจในเรื่องความสะอาดของร่างกาย การบริโภคอาหาร การดื่มน้ำ รวมทั้งการเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอมและไม่ทำให้เกิดความอับชื้น แค่เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เนื้อตัวมีกลิ่นหอมอย่างเป็นธรรมชาติได้ตลอดวันแล้วค่ะ

ที่มา: Sanook
#มีล่าแคลร์

15/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
การทำความสะอาดผิวหน้า ทำไมถึงสำคัญ
✅ Facial gel - เจลล้างหน้า ที่สามารถล้างเครื่องสำอางได้หมดจด โดยยังคงรักษา ความชุ่มชื้นให้ผิว เพราะมีสารสกัดที่ อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ลดความมัน ลดการสูญเสียน้ำในผิว และช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงให้ผิว Skin Barrier
สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷

การมีผิวสุขภาพที่ดีต้องดูแลและเอาใส่ใจตั้งแต่ในขั้นตอนแรกนั่นก็คือการล้างหน้า ประตูแรกสู่ผิวสวยกระจ่างใส เพราะผิวของคนเราจะมีการขับน้ำมันออกมาเพื่อปกป้องผิวเมื่อถูกฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ในอากาศ รวมทั้งเหงื่อไคล เมื่อเจอเชื้อแบคทีเรีย ก็จะขยายตัวจนเป็นสาเหตุของสิว นอกจากนี้ผิวยังมีการผลัดเซลล์ตามธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และจะทำให้เกิดการหมักหมมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนใบหน้าของเรา เพราะด้านบนมีคราบไขมันปนเปื้อนฝุ่นละอองเหนียว ทำให้เซลล์ผิวเก่ายิ่งหลุดออกได้ยาก จนเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ และยิ่งหมักหมมนาน ๆ เข้า เซลล์ผิวใหม่ที่จะผลัดออกมาตามธรรมชาตินั้น ไม่สามารถทำได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลทำให้ผิวเกิดความไม่เรียบเนียน ดูหม่นหมอง ไม่กระจ่างใส ดังนั้นการล้างหน้าจึงสำคัญสำหรับทุกคนอย่างมากเลยทีเดียว

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างไร
* การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนกับผิว และที่สำคัญ ต้องทำความสะอาดล้างสิ่งอุดตัน คราบมัน และสารเคมีตกค้างได้อย่างหมดจดเพื่อให้ผิวสะอาดและเตรียมความพร้อมเพื่อรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
* ผลิตภัณฑ์นั้นไม่ควรมีส่วนผสมของสารต้องห้ามที่สามารถทำร้ายผิวอย่างเช่น น้ำหอม สารเติมแต่งสี มิเนรัลออยล์ แอลกอฮอล์ และพาราเบน เพราะถ้าไม่มีส่วนผสมต้องห้ามเหล่านี้ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาการระคายเคือง
* หลังล้างหน้าแล้วควรรู้สึกได้ว่าหน้าไม่แห้งตึง เพราะการล้างหน้าจนหน้าแห้งตึงนั้น ไม่ได้เป็นการดูแลและบำรุงผิวอย่างถูกวิธี
* ควรเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน เช่น เนื้อวิปโฟม หรือเนื้อเจล
* ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล หรือโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำระดับโลกแนะนำ

ประโยชน์ของการล้างหน้า
* ขจัดสิ่งสกปรกไม่ก่อให้เกิดแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดสิว
* ช่วยให้ผิวเรียบเนียน และกระชับรูขุมขน
* ช่วยให้ครีมบำรุง สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นในได้ดีขึ้น
* ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเผยผิวใหม่ที่ดียิ่งขึ้น
* ช่วยขจัดคราบเครื่องสำอาง และครีมกันแดด
* ช่วยขจัดคราบไขมันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (แม้ไม่ออกไปเผชิญสภาพแวดล้อมภายนอก)
โทษของการไม่ล้างหน้าหรือล้างหน้าแต่ไม่สะอาดเท่าที่ควรจะเป็น
* ทำให้รูขุมขนกว้าง
* ทำให้หน้าแก่วัย มีริ้วรอยง่าย
* เป็นสิว โดยเฉพาะ สิวอักเสบ และ สิวอุดตัน
* ทำให้เซลล์ผิวไม่ผลัดตัวและก่อให้เกิดจุดด่างดำ และไม่เรียบเนียน
* เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคก่อให้เกิดโรคผิวหนังที่ใบหน้าหากไม่ยอมล้างเลย
อย่างไรก็ตามการล้างหน้าโดยใช้ตัวล้างที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถก่อให้เกิดผลร้ายกับผิวได้เช่นกัน
สามารถสรุปสาเหตุของการล้างหน้าที่ผิดวิธีได้ดังนี้
* ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีผลทำให้ผิวแห้ง
สำหรับคนที่ผิวแห้งนั้นผิวหน้ามักมีการผลิต ซีบัม (sebum) ได้น้อย ข้อดีคือ ผิวจะดูละเอียด มองไม่ค่อยเห็นรูขุมขน แต่ข้อเสียคือ เนื่องจาก sebum ทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้น ตามธรรมชาติของผิวหนัง ดังนั้นเมื่อปริมาณ sebum ต่ำ จึงทำให้ผิวสูญเสียน้ำไปได้ง่าย ในระยะยาวจะเสียความยืดหยุ่น และเกิดเป็นริ้วรอยได้เร็วกว่าคนที่หน้ามัน ดังนั้นการใช้สบู่ล้างหน้าที่ชะล้างความมันได้ดีจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น คนผิวแห้งไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนหน้ามัน หรือคนเป็นสิว กรณีที่ผิวแห้งมาก ๆ ในตอนเช้าอาจล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก็เพียงพอ (เนื่องจากไม่มีเครื่องสำอางที่จะต้องล้างออก) นอกจากนี้ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องล้างหน้า หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้า เนื่องจากจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น
* ใช้ตัวล้างไม่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้ง แต่ใช้ตัวล้างที่แรงเกินไป จะทำให้ผิวยิ่งแห้ง หรือผิวมัน แต่ใช้ตัวล้างที่อ่อนโยนเกินไป ทำให้ผิวไม่สะอาด
* ตัวล้างมีค่าความเป็นด่างมากเกินไป (pH) โดยผิวของเราจะมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ ดังนั้น ตัวล้างไม่ควรที่จะมีค่า pH มากเกินไป เพราะความด่างจะทำให้ผิวชั้นนอกเปิดออก และเกินประจุลบทำให้ดึงดูดเอาฝุ่นละอองและเชื้อโรคเข้ามาสู่ผิว นอกจากนี้ ยังทำให้น้ำระเหยจากผิวได้ง่ายอีกด้วย
* ตัวล้างที่มีส่วนผสมของสารทำละลาย เช่น แอลกอฮอล์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ระคายเคืองได้แล้ว ยังทำให้ไขมันตามธรรมชาติสูญเสียมากจนเกินไป จนเป็นสาเหตุของผิวแห้งกร้านและแพ้ง่าย
* ตัวล้างที่มีสารชำระล้างกลุ่มที่ก่อให้เกิดสิว เช่น SLS ซึ่งเป็นสารที่มีงานวิจัยหลายฉบับออกมารับรองแล้วว่า ก่อให้เกิดสิวได้ แต่ก็ยังมีผู้ผลิตบางรายยังคงใช้อยู่ในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากกฎหมายยังไม่ได้สั่งห้ามนั่นเอง

ดังนั้นหากอยากมีผิวสวย กระจ่างใส ผิวหน้าเรียบเนียนเป็นสิว ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด แบบไม่ต้องกังวลกับปัญหาใด ๆ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนกับผิว และที่สำคัญ ต้องทำความสะอาดล้างสิ่งอุดตัน คราบมัน และสารเคมีตกค้างได้อย่างหมดจดเพื่อให้ผิวสะอาดและเตรียมความพร้อมเพื่อรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป อีกทั้งไม่ควรมีส่วนผสมของสารต้องห้ามที่สามารถทำร้ายผิวอย่างเช่น น้ำหอม สารเติมแต่งสี มิเนรัลออยล์ แอลกอฮอล์ และพาราเบน เลือกใช้เนื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน เช่น เนื้อวิปโฟม หรือเนื้อเจล และที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล หรือโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำแนะนำแล้วผิวของคุณจะปลอดภัยแม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ที่มา: jcomfy
#มีล่าแคลร์

14/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
5 วิธีฟื้นบำรุงรอยคล้ำรอบดวงตาให้กระจ่างใสราวกับนอน 8 ชั่วโมง
✅ Eye Circle Repair - สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷
บำรุงผิวรอบดวงตาได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
หากใครไม่สะดวกจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่แนะนำมา ก็สามารถหาตัวช่วยอย่าง “ MILA CLAIRE - Eye circle repair ครีมบำรุงรอบดวงตา ช่วยยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย อาการบวม และรอยคล้ำ เนื้อครีมบางเบา อ่อนโยนต่อผิวรอบดวงตา ไม่ทิ้งคราบมัน ไม่ไหลเยิ้ม ตัวช่วยแบบนี้ก็จะทำให้สาวๆ สะดวกและรวดเร็ว ความสวยรอไม่ได้

หน้าตาจะดูทรุดโทรมหรือสวยเด้ง ในสายตาของคนที่พบเจอนั้น มีหลายส่วนบนใบหน้าที่เป็นตัวกำหนดค่ะ หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์คือ ผิวบริเวณรอบดวงตา หากผิวรอบดวงตามีสัญญาณสำคัญคือ ใต้ตาคล้ำ บวม เหี่ยว หรือแห้ง จะส่งผลให้ใบหน้าดูอิดโรย หรือโทรมได้
ผิวรอบดวงตาที่ทรุดโทรมเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อยคือ
* โรคประจำตัวบางอย่าง ที่ส่งผลต่อผิวรอบดวงตา เช่น ภูมิแพ้ ซึ่งจะมีการบวมของโพรงไซนัส อาจร่วมกับอาการคันที่เปลือกตา ส่งผลให้หนังตาล่างดูบวมและคล้ำขึ้นได้เมื่อเป็นเรื้อรัง
* นอนดึก หรือ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการติดเล่นมือถือหรือแท็บเบล็ตจนอดนอน
* อายุที่มากขึ้น ผิวบางลง ส่งผลให้ผิวใต้ตาดูคล้ำและเหี่ยวขึ้น
* ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
* การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรงกับผิว หรือการเช็ดเครื่องสำอางด้วยน้ำหนักมือที่รุนแรงเกินไป
สำหรับวิธีแก้ไขปัญหาผิวรอยคล้ำใต้ดวงตานั้น อาจสรุปได้เป็นห้าวิธีการง่ายๆที่สามารถดูแลได้ด้วยตัวเองดังนี้ค่ะ
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉลี่ยแล้วควรนอนหลับพักผ่อนได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และเข้านอนก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ
2. ถ้ามีโรคประจำตัวซึ่งอาจส่งผลต่อผิวรอยคล้ำใต้ดวงตาได้ เช่น โรคภูมิแพ้ ควรรักษาให้อาการดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการคันบริเวณเปลือกตา ควรรักษาให้หาย
3. อ่อนโยนต่อผิวรอบดวงตา โดยเฉพาะเวลาเช็ดเครื่องสำอาง ควรใช้สำลีเนื้อนุ่ม คลีนเซอร์ที่อ่อนโยนกับผิว ปราศจากสารลดแรงตึงผิว และเช็ดอย่างเบามือ การเช็ดที่รุนแรงไม่ปราณีกับผิว จะส่งผลให้ผิวระคายเคืองและแห้งเหี่ยวมากขึ้นได้
4. ถ้าต้องตากแดดมาก ควรปกป้องผิวด้วยครีมทาใต้ตาที่มีส่วนผสมของสารกันแดด รวมถึงใส่แว่นกันแดดกรอบกว้างเพื่อปกป้องดวงตา
5. ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีค่าพีเอชสมดุลกับผิว มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น SOD, Glutathione, Catalase ร่วมกับสารให้ความชุ่มชื้นเช่น Hyaluronic acid สารที่มีคุณสมบัติลดการบวมเช่น Caffeine และลดความหมองคล้ำของผิวรอบดวงตาเช่น Dermochlorella seaweed
หากปฏิบัติตามวิธีการทั้งห้าแล้ว ผิวรอบดวงตายังไม่ฟื้นสภาพ คงจะต้องอาศัยทางลัด ทาคอนซีลเล่อร์ทับ ใส่แว่นตาดำกลบเกลื่อน แล้วหาเวลาไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะอาจต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์อื่นๆ เช่น การฉีดสารฟิลเลอร์ การฉีดสารโบทูลินั่มท็อกซิน การทำเลเซอร์ปรับสภาพผิว หรือการใช้อัลตราซาวด์ความเข้มสูง ซึ่งแต่ละเทคนิคจะเหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกันไป แพทย์จะประเมินและดีไซน์การรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ 🙂

ที่มา: Vichy
#มีล่าแคลร์

13/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
ทาครีมกันแดดยังไง ปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะทำให้มีประสิทธิภาพกันแดดที่ดี
✅ Smart X150 Sunscreen ปกป้อง ด้วย SPF50 PA+++ คุมความมันได้ตลอดวัน , เนื้อละเอียด ล้างออกง่าย, และ 0% ซิลิโคน ป้องกันรังสี UVA และ UVB- สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷

ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาหน้าคือเท่าไหร่กันแน่ ควรทาครีมกันแดด 2 ข้อนิ้วจริงไหม แล้วถ้าทาน้อยกว่านั้นได้หรือเปล่า ทาครีมกันแดดยังไง ปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะกันแดดดี

ทุกคนก็คงรู้อยู่แล้ว ว่าแดดประเทศไทยนั้นแรงมาก เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังสุด ๆ แถมทำให้เกิดฝ้าและริ้วรอยได้อีกด้วย อีกไม่นานประเทศไทยก็จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว มาดูวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องกันค่ะ ว่าควรทาครีมกันแดดยังไง ปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะทำให้มีประสิทธิภาพกันแดดที่ดี ปกป้องผิวเราให้ห่างไกลจากฝ้าและริ้วรอย ไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทา ควรทาเท่าไหร่ ถึงจะทำให้มีประสิทธิภาพ

ครีมกันแดดทาหน้า ปริมาณมาตรฐานสากลที่ใช้ทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้าและลำคอ คือ 2 mg/cm² หรือที่เราอาจจะเคยได้ยินว่า “ควรทาครีมกันแดด 2 ข้อนิ้ว” คำ ๆ นี้สร้างความสับสนให้หลาย ๆ คนมาก ว่าสรุปแล้ว 2 ข้อนิ้วที่ว่าเนี่ย ต้องวัดยังไง มีวิธีการวัดง่าย ๆ คือการชูนิ้วชี้ขึ้นมาค่ะ และบีบครีมตั้งแต่ปลายนิ้วลงมาถึงข้อนิ้วที่ 2 นั่นคือปริมาณ 2 ข้อนิ้วที่ถูกต้อง หรือใครจะบีบแบบ 2 นิ้วก็ได้ โดยบีบครีมกันแดดบนนิ้วชี้และนิ้วนางตั้งแต่ปลายนิ้วจนถึงโคนนิ้ว การทาแบบนี้จะทำให้ผิวของเราได้รับการปกป้องโดยค่า SFP ที่ระบุอยู่บนตัวสินค้าจริง ๆ ทำให้ผิวของเราไม่ไหม้แดด และทำให้ครีมกันแดดปกป้องผิวของเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับใครที่รู้สึกว่าหนาไป สามารถแบ่งทา 2 ครั้งได้ ให้ครั้งแรกซึมเข้าผิวหนังก่อน และค่อยทาอีกหนึ่งชั้นให้ครบปริมาณ 2 ข้อนิ้วที่บีบออกมา และควรทาครีมกันแดดหลังจากทาครีมบำรุงทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว นอกจากการทาครีมกันแดด 2 ข้อนิ้ว บนผิวหน้าแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็มีปริมาณมาตรฐานที่ควรทาเช่นกัน
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาบนผิวให้มีประสิทธิภาพ
ถ้าหากทาครีมกันแดดให้ทั่วตัว และมีประสิทธิภาพในการกันแดดที่ดี จากผลงานวิจัยแล้ว มีค่าเฉลี่ยพื้นที่ผิวผู้ใหญ่ = 1.73 ตร.ม. ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดปริมาณ 35 กรัม หรือปริมาณ 1 แก้วช็อตให้ทั่วตัว และถ้าใช้หน่วยวัดเป็น FTU หรือ finger tip unit จะได้ประมาณ 17.5 ข้อนิ้ว (2 FTU = 1 กรัม) โดยแบ่งออกเป็น 11 ส่วน บนร่างกายที่ต้องทาครีมกันแดด คือ
ศีรษะ คอ และใบหน้า
แขนซ้าย
แขนขวา
หลังส่วนบน
หลังส่วนล่าง
ลำตัวด้านหน้าส่วนบน
ลำตัวด้านหน้าส่วนล่าง
ขาท่อนบนและต้นขาซ้าย
ขาท่อนบนและต้นขาขวา
ขาท่อนล่างและเท้าซ้าย
ขาท่อนล่างและเท้าขวา
โดยแต่ละส่วนนั้น ทาในปริมาณ 1-2 นิ้วเต็ม ๆ (นิ้วชี้และนิ้วกลาง) ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทา ก็จะแบ่งเป็น
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาบนหน้า ลำคอ - 2 นิ้ว หรือ 1 ช้อนชา
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาบนขาทั้งสองข้าง - 6 นิ้ว หรือ 4 ช้อนชา
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาบนแขนทั้งสองข้าง - 4 นิ้ว หรือ 2 ช้อนชา
ปริมาณครีมกันแดดที่ควรทาบนหลังและลำตัว - 4 นิ้ว หรือ 2 ช้อนชา
**ถ้าเป็นครีมกันแดดแบบสเปรย์ ควรฉีดจนกว่าผิวจะเงา
ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะทาครีมกันแดดไม่ถึงปริมาณที่ควรทา อาจจะทำให้ครีมที่เราทาไปทุกวัน ไม่ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพในการกันแดดลดลง ไหนจะมลภาวะ ทั้งน้ำ เหงื่อ ที่อาจจะทำให้ครีมกันแดดของเราหลุดไประหว่างวันอีก ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำไมทาครีมกันแดดแล้ว แต่ผิวของเรายังดูหมองคล้ำอยู่ และควรทาครีมกันแดดที่ปาก โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสม SPF 15 ขึ้นไป
วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง
ทาครีมกันแดดก่อนออกแดด 15 - 30 นาที เพราะจะทำให้ครีมกันแดดซึมเข้าผิวของเรา และทำให้มีประสิทธิภาพกันแดดเพิ่มขึ้น
ควรทากันแดด ทุก 2 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ได้ออกกลางแจ้ง ทำงานอยู่ในออฟฟิศ สามารถทารอบเดียวได้ เพราะมลพิษ เหงื่อ และน้ำ จะทำให้ประสิทธิภาพในการกันแดดลดลง ควรทาซ้ำ
เลี่ยงแสงแดดช่วง 11:00 - 15:00 เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มของแสงแดดแรงที่สุดในช่วงวัน
เลือกแบบปกป้องทั้ง UVA, UVB เพราะรังสี UV นั้นทำลายผิวหนังของเรา และสามารถเจาะเข้าไปถึงชั้นหนังแท้ได้ ดังนั้น ต้องเลือกครีมกันแดดที่ปกป้องได้ครบ ถึงจะช่วยปกป้องผิวเราได้ดี
ใส่หมวกและแว่นกันแดดช่วย ถึงจะทาครีมกันแดด แต่ถ้าต้องไปอยู่ข้างนอก ควรจะใส่หมวก และแว่นกันแดด เพื่อปกป้องดวงตาเรา ไม่ให้เกิดต้อ และใส่หมวกเพื่อปกป้องหนังศีรษะของเราให้พ้นจากแสงแดด เพราะเป็นส่วนที่บอบบาง และเป็นบริเวณที่ทาครีมกันแดดได้ยาก
ครีมกันแดดเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการป้องกันรังสี UV ไม่มีครีมกันแดดที่ปกป้องรังสี UV ได้ 100% แต่สิ่งที่เราควรทำคือการหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ และควรหาอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ อย่างการใส่เสื้อแขนยาวขายาว การใส่แว่นและหมวก และการทาครีมกันแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความรุนแรงของการเกิดความเสียหายจากรังสี UV ในชั้นผิวหนังของเราได้
วิธีเก็บครีมกันแดดที่ถูกต้อง
ถึงแม้ว่าครีมกันแดด จะช่วยปกป้องผิวของเราให้ปลอดภัยจากการโดนแดด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถวางไว้ตรงแดดจัด ๆ ได้น้า เพราะอากาศที่ร้อนเกินไป จะทำให้ครีมเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ไม่ควรเปิดฝาทิ้งไว้ ใช้แล้วควรผิดฝาทันที และก็ไม่ได้หมายความว่าการเอาเข้าตู้เย็น จะช่วยรักษาสภาพของทุกอย่างให้สด ใหม่ เสมอไป เพราะอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมก็ทำให้ครีมเสื่อมสภาพได้เช่นกัน ควรวางครีมไว้ให้อยู่ในอุหภูมิห้อง หรือวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งจะดีที่สุด ครีมกันแดดของเราจะได่ไม่เสื่อมสภาพเร็ว และใช้ได้นาน ๆ

ที่มา: Wongnai
#มีล่าแคลร์

12/08/2023

🌸Beauty tip ง่ายๆ แค่ให้ - มิลาแคลร์ “ดูแล” และ “ปกป้อง”ผิวสวยของคุณ🌞
เคล็ดลับการล้างหน้าที่ถูกต้อง สเต็ปแรกเพื่อผิวหน้าสุขภาพดี
✅ Facial gel ล้างเครื่องสำอางได้หมดจดโดยยังคงความชุ่มชื้นให้กับผิว และไม่มีสารที่ก่อให้เกิดสิว - สอบถามได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 🌷

การล้างหน้าเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญในการดูแลผิวหน้า เพราะไม่เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพและความแข็งแรงของผิวหน้าอีกด้วย หากละเลยขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้าตามมาได้
ผิวหน้าเป็นผิวหนังที่บอบบางกว่าส่วนอื่น การล้างด้วยวิธีที่ผิดหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสมอาจทำร้ายผิวหน้าได้ในคราวเดียวกัน ในระยะยาวการล้างหน้าด้วยวิธีที่ผิดอาจนำไปสู่ปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวบอบบาง แพ้ง่าย สิว ริ้วรอย หรือแม้แต่โรคผิวหนัง โดยบทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการล้างหน้าที่ถูกต้องเพื่อลดและป้องกันปัญหาผิวมาฝากกัน

เคล็ดลับการล้างอย่างถูกต้องเพื่อผิวหน้าสุขภาพดี
พื้นฐานของผิวหน้าสุขภาพดีอาจมาจากการทำความสะอาดอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนี้

1. เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิว
แต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิวของตนเอง
* ผิวมัน โดยทั่วไป คนผิวมันมักเลือกโฟมที่มีความแรงเพื่อช่วยล้างความมันบนใบหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วการใช้โฟมล้างหน้าที่แรงจนเกินไปอาจทำให้หน้าแห้งตึงจนเสียสมดุลและกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้หน้ามันมากกว่าเดิม ดังนั้น คนผิวมันควรเลือกโฟมที่ทำความสะอาดผิวได้ล้ำลึกแต่ไม่แรงจนเกินไป
* ผิวแห้ง คนผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ทำความสะอาดได้หมดจด แต่ไม่ทิ้งความรู้สึกแห้งตึงหลังล้างหน้า เพื่อป้องกันผิวแห้งมากจนผิวแตกหรือลอกได้ นอกจากนี้ อาจเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
* ผิวผสม คนผิวผสมจะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน โดยตำแหน่งที่ผิวแห้งและผิวมันก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน คนในกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับคนผิวแห้งและผิวมัน
* ผิวแพ้ง่าย ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม ดังนั้น ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายจึงควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารก่อระคายเคือง อย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี สารเคมี หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ โดยอาจจะเกิดผื่นแดง มีอาการคัน หรือระคายเคืองได้
นอกจากนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีรูปแบบเป็นน้ำ โฟม เจล หรือสบู่เหลว เพราะสบู่ก้อนมักมีค่าความเป็นกรดด่างที่ไม่เหมาะสมกับผิวหน้า จึงอาจทำให้ผิวแห้งได้
2. ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด
เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีที่อาจรบกวนผิว ไม่ว่าจะเป็นสี น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่ข้นเหนียวและมีคุณสมบัติกันน้ำเพื่อให้ติดทนนาน การล้างเครื่องสำอางด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหากล้างออกไม่เกลี้ยงอาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนและสิวตามมาได้ ดังนั้น หากแต่งหน้าเป็นประจำ อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนแล้วค่อยล้างหน้าตามขั้นตอนปกติ เพื่อป้องกันการอุดตันและระคายเคืองผิว
3. ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ได้คุณภาพ
ในปัจจุบันอุปกรณ์ล้างหน้านิยมนำมาใช้เพื่อการทำความสะอาดที่ล้ำลึกมากยิ่งขึ้น แต่เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ ทำจากวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิว สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อุปกรณ์เหล่านี้ นอกจากนี้ อุปกรณ์ทั่วไปอย่างสำลีแผ่นที่ใช้เช็ดเครื่องสำอางก็ควรเลือกชนิดที่มีความละเอียด ผิวสัมผัสไม่หยาบ เพื่อป้องกันผิวหน้าระคายเคือง
4. อย่าใช้น้ำอุ่นจัดล้างหน้า
การใช้น้ำอุณหภูมิสูงล้างหน้าอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายผิวหน้า หลายคนมักคิดว่าน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นจัดจะช่วยให้รูขุมขนเปิดและลดการอุดตันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวจนทำให้ผิวเสียสมดุล ก่อให้เกิดผิวแห้งลอก ผิวบาง หรือแสบร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีผิวแห้ง ดังนั้น ควรใช้น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิพอเหมาะในการล้างหน้าเท่านั้น
5. ล้างหน้าอย่างถูกต้อง
หลายคนอาจเริ่มต้นการล้างหน้าด้วยการบีบโฟมใส่ฝ่ามือแล้วถูให้ทั่วมือจนเกิดฟอง จากนั้นนำไปทาให้ทั่วใบหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะขั้นตอนที่ถูกต้อง คือ การชโลมหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อน จากนั้นบีบโฟมหรือเจลล้างหน้าใส่ฝ่ามือและถูให้เนื้อผลิตภัณฑ์แตกตัวเข้ากับน้ำ จึงค่อย ๆ นวด ๆ ไปตามรูปหน้าและผิวหน้าอย่างเบามือราว 15-20 วินาที เพื่อให้น้ำและสารทำความสะอาดชะล้างไขมัน คราบสกปรก และคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลือให้หลุดออกได้ง่าย จากนั้นค่อยล้างน้ำเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย
6. อย่าปล่อยให้น้ำบนผิวหน้าแห้งไปเอง
หลังการล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะหยดน้ำบนผิวอาจระเหยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับดึงน้ำในชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ จึงควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความนิ่มหรือกระดาษเช็ดหน้าซับเบา ๆ ให้ทั่วหน้าหลังล้างหน้าแทน
7. ผลัดเซลล์ผิวทุกสัปดาห์
การผลัดเซลล์ผิวเป็นการกำจัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวใหม่เติบโตขึ้น โดยอาจใช้การสครับผิวหรือการใช้สารผลัดเซลล์ผิวเพื่อช่วยให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออก แต่ควรระมัดระวังไม่ขัดผิวแรงจนเกินไป เพราะเม็ดสครับอาจบาดผิวหน้าและทำให้เกิดแผลได้ ส่วนสารผลัดเซลล์ผิวควรเลือกประเภทที่มีความเข้มข้นพอเหมาะ เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไปอาจทำให้ผิวบาง ระคายเคือง และแพ้ง่าย ทั้งนี้ การผลัดเซลล์ผิวควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการผลัดเซลล์อย่างปลอดภัย
8. ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป
แม้ความมันบนใบหน้าอาจกวนใจหลาย ๆ คน โดยเฉพาะอากาศประเทศไทยที่ทำให้หน้ามันได้ง่าย คนบางส่วนจึงล้างหน้าวันละหลายรอบเพื่อหวังจะลดความมันบนใบหน้า แต่การล้างหน้าที่บ่อยเกินความจำเป็นอาจทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้หน้ามันกว่าเดิม จึงควรเปลี่ยนจากการล้างหน้ามาเป็นการซับหน้าด้วยผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าแทน
9. ใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า
โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์ประทินผิวชนิดหนึ่งที่ใช้ปรับสมดุลและกักเก็บความชุ่มชื้นหลังการล้างหน้า ซึ่งโทนเนอร์บางชนิดอาจมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิวอีกขั้นเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกตกค้าง หรือบางประเภทอาจมีสารบำรุงผิวและปลอบประโลมผิวได้ด้วย
สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหรือโรคผิวหนัง เช่น สิว โรคผิวหนังอักเสบ เป็นแผล ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับปัญหาผิวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
เพียงทำตามวิธีเหล่านี้ก็อาจช่วยให้ล้างหน้าได้สะอาดและทำให้ผิวหน้ามีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่อผิวหน้าที่ดูสดใสสุขภาพดี ควรดูแลตนเองด้วยวิธีอื่น อย่างการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลดความเครียดเป็นประจำ เพราะร่างกายที่สมดุลเป็นพื้นฐานของผิวที่สุขภาพดี

เปลี่ยนหน้าสิวให้เป็นหน้าสวย ด้วยวิธีล้างหน้าที่ถูกต้องแบบง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ตามนี้กันเถอะ เพียงเท่านี้ ผิวหน้าของคุณก็จะสวยใส ดูมีชีวิตมีชีวา มีน้ำมีนวล แถมยังห่างไกลจากปัญหาสิวอย่างได้ผล

ที่มา: Pobpad
#มีล่าแคลร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Nakhon Pathom?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Nakhon Pathom
73210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00