Choose to be us
#ชีวิตดี #สุขภาพดี #จิตใจดี #อารมณ์ดี
30/11/2021
โลกใบนี้อะไรก็เข้ากันได้
16/11/2021
26/03/2021
ทัวร์อวัยวะ โรคอ้วนลงพุง 1 ใน 3 ของคนไทย อ้วนลงพุง โรคอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื่อรัง หรือโรค NCDs มากมาย เช่น กลุ่.....
13/03/2021
• สีเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ซึ่งมีสารไอโซฟลาโวน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมสุขภาพเซลล์ สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดแดง สุขภาพปอด และส่งเสริมการทำงานของตับ
• สีขาว เช่น หัวหอม กระเทียม ซึ่งมีสารเควอซิทิน ช่วยเสริมสุขภาพกระดูก เสริมสุขภาพการไหลเวียนโลหิต สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดแดง
• สีส้ม เช่น ส้ม แครอท ฟักทอง ซึ่งมีสารเบต้า-แคโรทีน เฮสเพอริดิน ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เสริมสุขภาพดวงตา รักษาความชุ่มชื้นของผิว ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่ายกายอย่างสมบูรณ์แข็งแรง
• สีแดง เช่น มะเขือเทศ เชอร์รี ซึ่งมีสารไลโคปีน ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ช่วยสุขภาพต่อมลูกหมาก สุขภาพดีเอ็นเอ เสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
• สีม่วง เช่น องุ่น บลูเบอร์รี ซึ่งมีสารแอนโธไซยานิน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยระบบความจำ เสริมสุขภาพหัวใจ สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดแดง อย่างไรก็ตาม มื้ออาหารของคนไทยในปัจจุบันมักขาดผักและผลไม้หรือมีไม่เพียงพอในระดับที่จะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากผักและผลไม้ชนิดต่างๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เพื่อดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ มากมาย
10/03/2021
กระเทียม กับประโยชน์ดีๆ ที่ให้คุณได้ทุกวัน
กระเทียม (Garlic) เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เสริมสุขภาพและป้องกันโรคมาตั้งแต่ยุคโบราณ ประโยชน์ของกระเทียมมาจากสารไฟโตนิวเทรียนท์รวมถึงวิตามินเกลือแร่บางตัวที่พบมากในกระเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ เช่น อัลลิซิน เมธิลอัลลิลไตรซัลไฟด์ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงควรหันมาดูแลตัวเองและคนที่คุณรักด้วยประโยชน์ดีๆ จากกระเทียม ได้แก่ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การชะลอวัย และการเสริมสุขภาพหัวใจ
STAY SAFE
กระเทียม มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและไวรัสและช่วยลดระยะเวลา / ความรุนแรงของการเป็นหวัดให้น้อยลง
STAY STRONG
มีไฟโตนิวเทรียนท์ มากกว่า 20 ชนิด ช่วยชะลอการอักเสบภายในเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรัง
ลดการเกิดออกซิเดชั่นที่ทำให้เซลล์เสื่อมลง จึงช่วยชะลอความแก่
STAY ACTIVE
มีเมธิลอัลลิลไตรซัลไฟด์ (Methyl Allyl Trisulfides) ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ
อัลลิซิน (Allicin) ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด จึงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
เคล็ดลับกินกระเทียมให้ดีต่อสุขภาพ 3-STAY
1. ควรกินกระเทียมแบบสดหรือแบบผงที่ผ่านความร้อนน้อย
จะทำให้ได้คุณค่าสารอาหารดีกว่า เพราะสารสำคัญหลายตัวจะสลายไปหากโดนความร้อน
2. กระเทียมเป็นอาหารไม่ใช่ยา ดังนั้นควรกินให้พอดี ปริมาณที่แนะนำ คือ
กระเทียมสด 1-2 หัว/วัน
กระเทียมผง 300 มก. 2-3 ครั้ง/วัน *เป็นปริมาณสำหรับผู้ใหญ่
3. การดูแลสุขภาพควรกินอาหารที่หลากหลายทั้ง ชนิด กลิ่น และ สี
เพื่อจะได้รับไฟโตนิวเทรียนท์และวิตามินที่ครบถ้วน
23/02/2021
กินอาหารอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากแคลเซียม
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกายและมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพที่แข็งแรง โดยเฉพาะสุขภาพกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม สารอาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงนั้นไม่ได้ขึ้นกับแคลเซียมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด ได้แก่ วิตามินดี ทั้งที่ได้จากอาหารและร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมาเองจากแสงแดด แมกนีเซียม ทองแดง สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น
แหล่งของแคลเซียมที่ดีที่สุดควรได้จากอาหาร เพราะนอกจากแคลเซียมแล้ว เรายังสามารถได้รับประโยชน์จากวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ที่มีในอาหารนั้นๆ อีกด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ นม ชีส โยเกิร์ต ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูกและผักใบสีเขียวเข้ม เช่น บร็อคโคลี คะน้า กวางตุ้ง ถั่ว และเมล็ดพืชบางชนิด เช่น อัลมอนด์และงา เป็นต้น แต่เนื่องจากร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมที่กินเข้าไปได้ประมาณ 30 - 40% เท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากแคลเซียม เราจึงควรทราบถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย เพราะมีหลายพฤติกรรมคาดไม่ถึงที่อาจทำให้คุณได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
ปัจจัยที่ลดการดูดซึมแคลเซียม
การกินอาหารที่มีโซเดียมสูง โปรตีนสูง จะเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า มากเกินกว่า 300 มก. หรือประมาณ 3 - 4 ถ้วยต่อวัน จะลดการดูดซึมและเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
การดื่มแอลกอฮอล์ จะลดการดูดซึมแคลเซียม และลดการทำงานของเอนไซม์ในตับที่ใช้ในการเปลี่ยนให้วิตามินดีอยู่ในรูปที่ร่างกายนำไปใช้งานได้
การกินยาบางชนิดมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม เช่น ยารักษาไทรอยด์ และยาปฏิชีวนะบางชนิด
การขาดวิตามินดีทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง เพราะวิตามินดีเป็นตัวช่วยกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมผ่านทางลำไส้และเร่งการสะสมของแคลเซียมที่กระดูก
ร่างกายใช้กระดูกเป็นแหล่งสำรองของแคลเซียม มีกลไกควบคุมสมดุลระหว่างแคลเซียมในกระดูกและในเลือด เมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะมีการสลายกระดูกเพื่อปลดปล่อยแคลเซียมออกมาในกระแสเลือด การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานานจึงส่งผลในระยะยาวให้กระดูกบางลงและเปราะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ในอนาคต การได้รับแคลเซียม วิตามินดี และแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเพียงพอในทุกวันและทุกวัยจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้เรามีกระดูกที่แข็งแรงได้อย่างยาวนาน
เคยเห็นไหม
ออกกำลังกายก็ยังอ้วน
กินน้อยก็ยังอ้วน
เคยเห็นไหมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
# # #ต้นเหตุของความอ้วนคืออาหารที่กิน...ต้องแก้ที่ต้นเหตุ # # #
3 เหตุผลที่ไม่กล้าลดน้ำหนักกลัวกลับมาอ้วนอีกกลัวทรมารกับการลดน้ำหนักกลัวไม่ได้ทานของอร่อย
...
เราสามารถลดน้ำหนักได้และทานของอร่อยได้อย่างไม่ทรมาน...เพียงแค่รู้วิธีที่ถูกต้อง
# #ทานอาหารเช้าให้ครบห้าหมู่ตามโภชนาการและสารอาหารครบ แคลอรี่ต่ำ # #
07/02/2021
ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารเพื่อการลดน้ำหนัก
ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) ได้รับการออกแบบมาให้ใช้แทนอาหารปกติ โดยมีการควบคุมแคลอรีที่ได้รับให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการลดน้ำหนักอีกด้วย สำหรับการควบคุมน้ำหนัก แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร 1-2 มื้อต่อวัน โดยมักจะใช้ในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก นอกเหนือไปจากการเลือกกินอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณสามารถรักษาน้ำหนักได้โดยไม่เกิดโยโย่ เอฟเฟกต์
โยโย่ เอฟเฟกต์ คืออะไร
ภาวะน้ำหนักตัวโยโย่ (Yoyo Effect) คือ ภาวะที่น้ำหนักตัวเด้งขึ้นๆ ลงๆ หรือ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังเริ่มลดน้ำหนัก และมักจะจบลงด้วยน้ำหนักตัวที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนมากกว่าก่อนเริ่มลดน้ำหนัก อาการโยโย่ส่วนใหญ่เป็นผลเกิดจากการควบคุมน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะโปรแกรมลดน้ำหนักที่อดอาหาร หรือควบคุมอาหารจนขาดพลังงานเข้าสู่ร่างกาย เพราะเมื่อคุณควบคุมน้ำหนักไม่ถูกต้อง สารอาหารและพลังงานที่เข้าสู่ร่างกายอาจลดลงมากเกินไป ทำให้ร่างกายค่อยๆ สูญเสียการเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากใช้โปรแกรมที่ไม่ต้องออกกำลังกาย หรือใช้ยาลดความอ้วน ก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาวะน้ำหนักตัวโยโย่เกิดได้เร็วยิ่งขึ้น
ภาวะน้ำหนักตัวโยโย่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่หมายความว่าร่างกายกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพที่ยากจะฟื้นฟูกลับคืนมาอีกหลายอย่าง เช่น
ภาวะไขมันเกิน ภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และระบบการเผาผลาญในร่างกายมีความเสียหายอย่างรุนแรง
โรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด ไขมันพอกตับ โรคเบาหวาน
อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภูมิต้านทานตก รวมทั้งอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง
วิธีป้องกันภาวะน้ำหนักตัวโยโย่
ภาวะน้ำหนักตัวโยโย่หรือลดน้ำหนักยาก เป็นสัญญาณที่ร่างกายเตือนว่าเรากำลังทำร้ายตัวเองด้วยการกินอาหารผิดๆ ความเครียด การออกกำลังกายที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ออกกำลังกายเลย การป้องกันก่อนเกิดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ได้แก่
เลือกอาหารที่ให้แคลอรีเพียงพอกับการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย
โปรแกรมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักต้องลดเพียงแคลอรีลงเท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารครบถ้วน
กินอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์ ครบถ้วน
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ควรจัดให้มีช่วงพักเป็นระยะ เมื่อลดน้ำหนักต่อเนื่อง
หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักมากเกินไป การลดน้ำหนักแต่ละครั้งไม่ควรลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น
อาหารและการออกกำลังกาย
ผู้ที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนักในระยะยาวจำเป็นต้องออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารด้วย เพื่อให้ลดมวลไขมันโดยรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงที่มากที่สุด การเรียนรู้ทักษะการออกกำลังกายให้ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญ น่าเสียดายที่พบว่ามีเพียงหนึ่งในสามของผู้ลดน้ำหนักเท่านั้นที่ออกกำลังกายร่วมด้วย ที่สำคัญส่วนใหญ่ของผู้ที่ลดน้ำหนักได้ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นผู้ที่ไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายแบบผิดๆ อยู่
ก่อนออกกำลังกาย เตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อม กล้ามเนื้อในการออกกำลังกายเป็นเซลล์ที่ให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อเป็นหลัก ควรกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ในช่วงก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้รู้สึกสดชื่น มีพลังเต็มที่พร้อมกับการออกกำลังกาย เมื่อพลังงานพร้อม ประสิทธิภาพการออกกำลังกายก็ดีขึ้น ทำให้คุณใช้กล้ามเนื้อได้เต็มที่ ร่างกายสามารถกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อเร่งทำงานเผาผลาญแคลอรีต่อเนื่องเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพื่อพร้อมต่อการออกกำลังกายครั้งต่อไป
ระหว่างการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะเริ่มเผาผลาญแคลอรีคาร์โบไฮเดรตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ดังนั้น หากต้องการออกกำลังกายต่อเนื่องนานเกิน 40-60 นาที คุณจึงควรเสริมคาร์โบไฮเดรตเป็นระยะๆ ทุก 30-40 นาทีในการออกกำลังชั่วโมงที่สองเป็นต้นไป ซึ่งวิธีที่เหมาะสมคือ เตรียมเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลแบบเจือจาง เพื่อดื่มเป็นระยะกรณีที่คุณออกกำลังกายนานๆ เช่น วิ่งมาราธอน เป็นต้น
หลังออกกำลังกาย แม้ร่างกายจะหยุดพักแรง แต่เซลล์กล้ามเนื้อยังคงทำงานต่อเนื่องเพื่อขจัดของเสียจากการเผาผลาญ ฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อ และเริ่มสะสมแคลอรีเข้าสู่เซลล์เพื่อพร้อมสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนักและหวังผลเพิ่มกล้ามเนื้อ จำเป็นต้องเสริมโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตหลังออกกำลังกาย เพื่อหยุดกระบวนการที่จะดึงเซลล์กล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน หรือสูญเสียกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายนั้นเอง แต่สำหรับผู้ที่ลดหรือควบคุมน้ำหนัก ควรลดคาร์โบไฮเดรตหลังออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อดึงไขมันมาใช้ต่อเนื่อง เพราะหลังการออกกำลังกาย ร่างกายจะยังคงเร่งระดับการเผาผลาญต่อเนื่องได้นานถึง 12 ชั่วโมง
การกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอกับกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น มีพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกายโดยไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้นาน โดยไม่เกิดอาการปวดล้าเสียก่อน ยิ่งคุณออกกำลังกายได้เต็มที่ ร่างกายก็จะยิ่งมีกล้ามเนื้อที่เผาผลาญเก่ง และแม้ว่าน้ำหนักจะลดช้าลง แต่รูปร่างจะดูสมส่วน กระชับ และฟิตอยู่เสมอ
7 เคล็ดลับในการลดน้ำหนักโดยผู้เชี่ยวชาญ
ซื่อสัตย์ในการบันทึกการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร
บันทึกแนวทางปฏิบัติที่ให้ครบถ้วน เพื่อจะสามารถนำมาปรับปรุงโปรแกรมได้
โปรแกรมลดน้ำหนักเร่งด่วน ให้เน้นที่โปรแกรมอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไขมันต่ำ และควรกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตก่อนออกกำลังกาย
เลือกผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารที่ให้สารอาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกาย แม้ว่าอาจไม่ลดน้ำหนักได้เร็วที่สุด แต่จะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักของคุณเป็นไปอย่างสมดุล ไม่กระทบการทำงานของร่างกาย ซึ่งจะช่วยในการรักษาน้ำหนักคงที่ได้มากที่สุด
ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอเพื่อรักษาน้ำหนักให้คงที่
เลือกรับประทานวิตามิน ไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ช่วยเสริมการเผาผลาญในร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อต้องออกกำลังกายนานๆ ควรเตรียมเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตระหว่างการออกกำลังด้วย
04/02/2021
น้ำมันปลากับการชะลอวัย (Anti-aging)
การดำรงชีวิตอย่างปราศจากโรคภัยเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์ แต่ผู้คนต้องการมากกว่านั้น...นั่นก็คือการมีชีวิตอย่างยืนยาวเพื่ออยู่กับคนที่เรารักให้นานที่สุด การชะลอความชราภาพและยืดอายุขัยจึงเป็นศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบันได้ค้นพบว่ามีสารอาหารที่มีผลในการช่วยชะลอวัยและยืดอายุขัยได้ นั่นก็คือ น้ำมันปลา ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่ม “โอเมก้า-3”
น้ำมันปลาคือสารอาหารกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งสกัดได้จากส่วนต่าง ๆ (ยกเว้นจากตับ) ของปลาทะเลบางชนิด สารสำคัญในน้ำมันปลาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่ม “โอเมก้า-3” น้ำมันปลาที่มีสภาพเป็นน้ำมันบริสุทธิ์หรือเป็นไตรกลีเซอไรด์บริสุทธิ์จะมีองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มโอเมก้า-3 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า-3 ประกอบด้วยกรดไขมันหลัก 2 ตัว คือ “ดีเอชเอ” (DHA) และ “อีพีเอ” (EPA) ซึ่งส่งผลต่อกลไกการทำปฏิกิริยาระดับเมแทบอลิซึมที่เกี่ยวพันกับดีเอ็นเอ
บทบาทของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีต่อกลไกการยืดอายุขัยและชะลอความชราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. ต้านการอักเสบ (ANTI-INFLAMMATORY)
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลง นำไปสู่การเกิดภาวะอักเสบในเซลล์และอวัยวะต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอักเสบ ภูมิต้านทาน และความชราภาพเช่นนี้เองทำให้เกิดคำใหม่เรียกว่า Inflammaging ซึ่งหมายถึงภาวะอักเสบจากความเสื่อมถอยของภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากความชราภาพ นำไปสู่การสิ้นอายุขัยของเซลล์ จึงกล่าวได้ว่าความชราภาพคือภาวะอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั่นเอง การลดภาวะอักเสบจึงเป็นกลไกสำคัญในการยืดอายุขัยและลดความชราภาพ มีข้อมูลวิจัยยืนยันว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 จากปลา ทั้งชนิด EPA และ DHA สามารถลดภาวะอักเสบในเซลล์ผ่านกลไกการเพิ่มสารต้านอาการอักเสบ (Anti-inflammation) ที่สำคัญๆ หลายชนิด จึงส่งผลให้ความชราภาพถูกชะลอให้ช้าลงได้
2. เติมอารมณ์เบิกบาน (GOOD MIND)
กรดไขมันโอเมก้า-3 ได้รับสมญานามอย่างไม่เป็นทางการว่า Happy fat หรือไขมันก่อสุข เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า-3 ทั้งชนิด EPA และ DHA สามารถออกฤทธิ์ลดภาวะซึมเศร้าได้ โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางตัวที่ทำลายเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในสมอง การลดลงของสารเซโรโทนินก่อปัญหาในผู้ป่วยทางสมองหลายกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยสมาธิสั้น (ADHD, Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ไบโพลาร์ จิตเภท และผู้ป่วยทางอารมณ์บางกลุ่ม เช่น ภาวะซึมเศร้า ดังนั้น อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าอันเป็นผลจากการขาดสารเซโรโทนิน นั่นคือการได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณไม่เพียงพอนั่นเอง ที่สำคัญ ภาวะซึมเศร้าตลอดจนโรคทางสมองอื่นๆ ยังเร่งความชราภาพให้เกิดมากขึ้นด้วย
3. ต่ออายุขัยให้เทโลเมียร์ (ELONGATED TELOMERE)
เทโลเมียร์คือดีเอ็นเอที่อยู่ส่วนปลายสุดของโครโมโซมแต่ละแท่ง ทำหน้าที่สำคัญคือกำหนดอายุขัยของเซลล์ ทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว เทโลเมียร์จะสั้นลง ด้วยเหตุนี้เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่วัยชรา เทโลเมียร์ที่ผ่านการแบ่งตัวหลายครั้งจึงสั้นลงจนไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก เป็นผลให้อายุขัยจบสิ้นลง ความยาวของเทโลเมียร์จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสื่อมสภาพของเซลล์ การยืดอายุขัยอาจทำได้โดยทำให้เทโลเมียร์ยาวขึ้น หรือโดยชะลอการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่เข้าใจกลไกนี้ดีนัก แต่ก็รู้ว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ออกฤทธิ์ช่วยชะลอการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ได้
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nong Khai
