D-Boone PTN

D-Boone PTN

แชร์

อาหารเสริมดูแลกระดูก ดีบูน สำหรับข?

07/06/2019

👉โรคสมาธิสั้น
➡️โรคสมาธิสั้น คือ การที่เด็กไม่สามารถจดจ่อทำ
➡️สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และ
➡️พฤติกรรมของตัวเองได้ ซึ่งโรคนี้หากไม่แก้ไขก็
➡️มีผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ได้เลย
➡️ทีเดียว เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นคนหุนหัน
➡️พลันแล่น ทำอะไรไม่คิด และทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา เกิดได้ทั้งชายและหญิง และ
➡️สามารถตกทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ซึ่งอาการ
จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะสังเกตในเบื้องต้น คือ ซนอยู่ไม่สุขห้ามแล้วก็ทำ ขี้โมโห ทำอะไรหรือจดจ่อ
กับอะไรไม่ได้นาน

🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠

#ยินดีให้ให้ปรึกษา
ทักแชทเลยครับ

13/09/2017

โรค รูมาตอยด์ อาการปวดข้อเรื้อรัง วายร้ายทำลายกระดูก

โรครูมาตอยด์ อาการข้ออักเสบที่มีลักษณะเรื้อรัง ถึงเวลารู้จักกับโรครูมาตอยด์ให้มากขึ้น ดูกันสิว่าที่จริงแล้ว โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร


อาการข้ออักเสบนั้นเป็นอาการที่สร้างปัญหาให้คนเราไม่น้อย ยิ่งถ้าหากเรื้อรังจนกลายเป็นโรครูมาตอยด์ ก็ยิ่งอันตรายมากเลยเชียวล่ะ และเพื่อระวังไม่ให้โรคนี้คุกคามชีวิต เราลองมาทำความรู้จักกับโรครูมาตอยด์นี้กันดีกว่า ว่าจะมีสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาอย่างไร รวมทั้งจะป้องกันด้วยวิธีไหนถึงจะปลอดภัยจากโรคนี้ เรื่องเหล่านี้รู้ก่อนป้องกันไว้ จะได้ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพนะครับ


โรครูมาตอยด์ เกิดจากอะไร

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) คือกลุ่มอาการของโรคที่มีการอักเสบของทุกระบบในร่างกาย แต่ที่จะเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ บริเวณเยื่อบุข้อ และเยื่อบุเส้นเอ็น โดยลักษณะเด่นของโรคนี้คือ มีการเจริญของเยื่อบุข้ออย่างมากจนทำให้เกิดการลุกลามและทำลายกระดูกในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเกี่ยวข้องกับระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้อีก เช่น ตา เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อ เป็นต้น ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนั้นยังไม่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าการสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย


โรครูมาตอยด์ อาการแบบนี้รู้แล้วต้องรีบรักษา

อาการโรครูมาตอยด์ จะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดจากความผิดปกติเกี่ยวกับไขข้อ โดยส่วนใหญ่ในระยะแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ข้อต่าง ๆ ในร่างกายอาจมีอาการฝืดขัดเนื่องจากเนื้อเยื่อบุข้อหนาตัว ส่วนใหญ่มักจะเป็นในตอนเช้า แต่เมื่ออาการเริ่มชัดเจน aบริเวณข้อต่าง ๆ จะมีอาการบวม ร้อน และปวด ซึ่งบางรายก็อาจจะมีอาการแบบเฉียบพลันรุนแรงได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังอาจมีไข้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดร่วมด้วย ในเคสที่รุนแรง อาการที่แสดงออกอาจเกิดขึ้นในระบบการทำงานอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ตา และปอด หรือมีตุ่มขึ้นตามตัวได้เช่นกัน วิธีการสังเกตว่าตนเองเป็นโรครูมาตอยด์หรือไม่ สามารถเช็กได้ดังนี้ครับ

- มีอาการอักเสบเรื้อรังของข้อต่อในร่างกายหลาย ๆ ข้อพร้อมกัน และมีอาการติดต่อกันเกิน 6 สัปดาห์

- บริเวณที่อักเสบส่วนใหญ่จะเป็นข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้า มีอาการปวด บวม และเมื่อกดจะมีอาการเจ็บ

- มีอาการข้อฝืด ข้อแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้สะดวก ในเวลาเช้าหลังตื่นนอน และจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงจะเริ่มขยับข้อต่าง ๆ ได้

- มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยทั้งตัว มีไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือดอักเสบ และโลหิตจาง


โรครูมาตอยด์ ใครเสี่ยงบ้าง

โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในกลุ่มอายุ 30-50 ปี และพบผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า แต่ถ้าหากมีอาการในเด็ก อาการที่เกิดจะต่างออกไป และมีความรุนแรงมากกว่า


การรักษาโรครูมาตอยด์

โรครูมาตอยด์ มีวิธีการรักษาที่หลากหลาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ หรือการยับยั้งไม่ให้ข้อถูกทำลายมากขึ้น และ การผ่าตัด โดยวิธีการรักษามีดังนี้ครับ

การใช่ยารักษา

วิธีนี้ใช้เพื่อควบคุมและรักษาโรครูมาตอยด์ซึ่งส่วนใหญ่แล้วได้ผลดี โดยยาที่มักใช้กันเป็นปกติได้แก่ ยาแอสไพรินและยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งผลการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ยาสองชนิดนี้ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับไตได้ จึงต้องมีการใช้อย่างระมัดระวังและควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์

นอกจากนี้ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์ก็อาจพิจารณาใช้ยาในกลุ่มยาระดับที่ 2 ได้แก่ ยาต้านมาลาเรีย ยาทอง ยาเมทโธเทรกเซท ยาซัลฟาซาลาซีน ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ใช่ยาระงับปวด แต่เป็นยาที่ยับยั้งการลุกลามของโรครูมาตอยด์ได้ ทว่าก็มีผลข้างเคียงที่รุนแรงกว่าระดับแรก ดังนั้นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้อนุญาตให้ใช้เท่านั้น และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้อกระจก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และกระดูกผุ ซึ่งจะยิ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพครับ


การพักผ่อนและบริหารร่างกาย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญต่อผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ เพราะการพักผ่อนจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย แต่ก็ไม่ควรพักผ่อนหรืออยู่นิ่ง ๆ นานจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ข้อต่าง ๆ ตามร่างกายเกิดการฝืดขัดได้ จึงต้องมีการพักผ่อนและการออกกำลังกายที่สมดุลกัน และควรจะออกกำลังกายเท่าที่ตนเองสามารถทำได้ ไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไปเพราะอาจจะยิ่งกระตุ้นอาการปวดได้ครับ


การใช้กายอุปกรณ์

กายอุปกรณ์คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำมาใช้เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองและเคลื่อนไหวร่างกายได้มากขึ้น เช่น ไม้เท้า เครื่องช่วยเดิน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคนี้ด้วยว่ามีท่าทางใดที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาด หรือท่าทางเคลื่อนไหวแบบใดที่ทำแล้วจะช่วยบรรเทาอาการได้


การผ่าตัด

ในกรณีที่อาการรุนแรงจนเกิดการถูกทำลายของข้อ หรือมีอาการแทรกซ้อน เช่น เส้นเอ็นขาด การผ่าตัดสามารถช่วยให้ข้อต่อทำงานได้ดีขึ้นค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ด้วยว่าเมื่อผ่าตัดแล้วจะส่งผลดี หรือส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสุขภาพหรือไม่


เนื่องจากโรครูมาตอยเป็นโรคยังไม่ทราบสาเหตุ ปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคข้อรูมาตอยด์ แต่จะเห็นได้ว่า ตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากการรักษา อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน จึงสามารถช่วยลดโอกาสติดเชื้อให้น้อยลงได้

🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩🚩

ทักมาครับ.....ป้องกันดีกว่ารักษาครับ

ที่นี่เราใช้สารอาหารในการฟื้นฟูดูแลอาการตามที่เป็น
สนใจปรึกษา..

โทรเลย 062-3745526

หรือ inbox มาคุยกัน

Photos 29/05/2017

สาเหตุ!!รากประสาทขาถูกกดทับมีอาการอย่างไร? หาคำตอบได้ที่นี่

มีอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือกระเบนเหน็บร่วมกับอาการปวดร้าวที่ขา ซึ่งจะปวดจากแก้มก้นลงไปที่ต้นขา น่องและปลายเท้า

อาการปวดร้าวที่ขามักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น นอกจากในรายที่เป็นมากอาจมีอาการทั้งสองข้าง

อาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังจากการเดินมากๆ และอาจปวดมากขึ้นเวล าก้ม นั่ง ไอ จามหรือเบ่งถ่าย
ในกรณีเป็นมาก เท้าจะไม่มีแรงและชา อาจปัสสาวะไม่ได้หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง

ปรึกษาฟรี📱062-3745526 อัส

#รึแอดไลน์ 0228392

Photos 27/05/2017

รู้ทันอาการปวดไหล่เรื้อรัง ลามมาปวดคอ ปวดหัว มึนหัวลามลงมาเป็นสบักจม ร้าวลงแขนข้อศอก อ่อนเเรงเพลีย ชามือนิ้วมือ
อ่านแล้ว. ...กดเแชร์ให้เพื่อนๆด้วยนะค่ะ
ปวดไหล่เรื้อรัง เมื่อพูดถึงหัวไหล่ หลายคนคงสงสัยว่า มีอันตรายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนี้ หัวไหล่เป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดของร่างกาย จึงมักใช้หัวไหล่ในกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างมาก เช่น การแต่งกาย การทำความสะอาดร่างกาย การทำงาน รวมทั้งการเล่นกีฬา ซึ่งหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หัวไหล่ จะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากมากขึ้น
อาการปวดไหล่ ที่พบบ่อยคือ เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และมีอาการปวดเรื้อรัง อาการปวดหัวไหล่มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละโรค อาจปวดได้ในบางช่วงเวลา หรือปวดตลอดเวลา ปวดไหล่จากบางโรคจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เกิดขึ้นแล้วก็หายไปได้เอง แต่บางโรคก็ไม่หาย มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ภาวะไหล่ติด ข้อเสื่อม ภาวะแคลเซียมเกาะเส้นเอ็นหัวไหล่
สาเหตุ
อาการปวดไหล่นี้จะพบว่ามีการเจ็บและเคลื่อนไหวไหล่ได้น้อยเกิดได้บ่อยใน พวกที่ใช้แขนมากเกินไปหรือใช้ท่าผิดๆ ในการยกของหรืออาจเกิดจากการถูกความเย็น แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดไหล่นี้เกิดจากการอักเสบรอบ นอกของข้อไหล่ ซึ่งมีเอ็นปลอกเอ็น ถุงน้ำดันเสียดสีและกล้ามเนื้อเอ็นหุ้มข้อในตัวข้อไหล่เองทำให้ไหล่ติดแข็ง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากการสะพายกระเป๋า การใส่รองเท้าส้นสูง นั่งในที่ทำงาน ออฟฟิต หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
อาการ
อาการปวดไหล่จะเป็นทีละน้อยหรือเป็นทันทีทันใดก็ได้ บางรายมีอากรปวดไหล่เรื้อรัง บางรายอาการทุเลาเองได้ เวลาเคลื่อนไหวหัวไหล่จะเจ็บปวดที่เอ็นกล้ามเนื้อเมื่อจับข้อหัวไหล่ให้ เคลื่อนไหวผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นแล้วแต่กล้ามเนื้อมัดใดจะถูกกด ซึ่งอาจมีอาการอักเสบเยื่อบุข้อหรือเยื่อบุช่องเอ็นกล้ามเนื้อผ่านกระดูก จนบางครั้งถ้าเป็นมากๆ จะทำให้เคลื่อนไหวข้อไหล่ไม่ได้เลย
อาการแทรกซ้อน ของการปวดไหล่เกิดขึ้นได้หลายอย่างเช่น เอ็นที่มีหินปูนเกาะขาดหลุดเข้าไปในถุงน้ำดันเสียดสีใต้กระดูก หรือเอ็นของกล้ามเนื้อรอบไหล่มัดใดมัดหนึ่งขาดทำให้ยกแขนไม่ขึ้น
ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายอัมพาตเรียกว่าอัมพาตเทียม เอ็นหุ้มข้ออาจแข็งตัวหดสั้น ทำให้ไหล่ติด แขนข้างที่เป็นจะมีอาการเสื่อม ยกเคลื่อนไหวไม่ได้มาก เพราะเจ็บปวดซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยๆ ร่วมกับโรคอื่นๆ ที่ทำให้แขนเคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น เนื้องอกของทรวงอก หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย อัมพาตครึ่งซีก อัมพาตเฉพาะแขน
# # ปรึกษา 062-3745526 อัส

Photos 27/05/2017

โอ้ย!! ทำไมเวลาเดินถึงปวดเท้าจัง
ข้อเท้าประกอบด้วยกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) กระดูกน่อง (Fibula) และกระดูกTalus ที่วางอยู่บนกระดูกส้นเท้า (Calcaneus) ส่วนเท้าประกอบด้วยกระดูกเท้า 7 ชิ้น กระดูกฝ่าเท้าหรือโคนนิ้วเท้า 5 ชิ้น เรียงกันเป็นรูปโค้งเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าของน้ำหนักตัว และเพื่อให้พื้นที่แก่เนื้อเยื่อที่มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นได้รองอยู่ใต้ฝ่าเท้า ในท่ายืนน้ำหนัก 50% จะตกอยู่ที่ส้นเท้า อีก 50% จะกระจายไปที่โคนนิ้วเท้าทั้งห้า ในท่าเดินหรือวิ่งน้ำหนักทั้งหมดจะลงที่ส้นเท้าก่อน แล้วถ่ายผ่านฝ่าเท้าไปยังนิ้วเท้าทั้งห้าอย่างรวดเร็ว กระดูกเท้าทั้งหมดสามารถจัดระเบียบให้การถ่ายน้ำหนักพอเหมาะพอดีเมื่อเท้าสัมผัสกับทุกพื้นผิว และไม่ว่าเราจะกระโดด ปีนป่าย เขย่ง หรือต่อตัว เท้าของมนุษย์จัดเป็นโครงสร้างที่ละเอียดซับซ้อนจนยังไม่มีมนุษย์รายใดจะสร้างให้เหมือนได้
สาเหตุของอาการปวดข้อเท้า
โรคข้ออักเสบแทบทั้งสิ้นสามารถเป็นได้ที่ข้อเท้า แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือโรคเกาท์ โรคข้อเสื่อม และโรค Reactive arthritis แบ่งแยกจากการปวดข้อได้ดังนี้
1.ข้อเท้าแพลง เป็นการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของเอ็นบริเวณข้อเท้า มักเกิดใต้ตาตุ่มด้านนอกจากการที่ข้อเท้าพลิกเข้าในด้วยสาเหตุต่าง ๆ อาการแบ่งเป็น 3 ระดับคือ
*ระดับ 1 เอ็นฉีก ข้อเท้าบวมและเจ็บเล็กน้อย แต่ยังพอเดินได้ ช่วง 2-3 วันแรกให้ประคบเย็นบ่อย ๆ จนอาการบวมยุบลง จากนั้นให้ค่อย ๆ ลองเดินออกกำลังดู ไม่ต้องเข้าเฝือก มักจะหายภายใน 1-2 สัปดาห์
*ระดับ 2 เอ็นขาดบางส่วน ข้อเท้าบวมชัดเจน ปวดมากเวลาลงน้ำหนัก ต้องเดินกระเผลก มีรอยช้ำเขียว ข้อเท้าขยับเคลื่อนไหวได้น้อยลง ระยะแรกให้ประคบเย็น พันผ้ายืด ยกขาสูง พักการใช้เท้าจนกว่าจะหายบวม
*ระดับ 3 เอ็นขาดจากกันทั้งเส้น ข้อเท้าจะบวมและปวดมาก เดินแทบไม่ได้เพราะรู้สึกข้อเท้าไม่มั่นคง มีรอยช้ำเขียว ข้อเท้าขยับเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย และงดการใช้เท้าโดยเด็ดขาด
2.กระดูกข้อเท้าหัก ส่วนใหญ่เป็นการหักของปลายกระดูกฟิบูลาหรือทิเบีย พบบ่อยทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และนักกีฬา อาการปวดและบวมที่ข้อเท้าจะเหมือนกับการเกิดข้อเท้าแพลงระดับ 2-3 คือลงน้ำหนักเท้าไม่ได้
3.เอ็นร้อยหวายอักเสบ เอ็นร้อยหวายเป็นเส้นเอ็นหนาที่เชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อน่องกับกระดูกส้นเท้า สามารถคลำได้เป็นลำที่หลังข้อเท้า เส้นเอ็นนี้อาจเกิดการอักเสบจากการวิ่งหรือใช้เท้ามาก ซึ่งมักเป็นในคนหนุ่ม กรณีนี้จะเกิดอาการปวดและบวมที่เอ็นส่วนบน ในคนสูงอายุก็อาจเกิดจากการที่มีหินปูนเกาะอยู่ที่กระดูกส้นเท้าทำให้เอ็นถูกับหินปูนเวลาเดิน นานเข้าก็เกิดการอักเสบ กรณีนี้จะเกิดอาการปวดและบวมที่เอ็นส่วนล่าง
4.เอ็นร้อยหวายฉีกขาด หากเส้นเอ็นขาดอาจได้ยินเสียงแตกดังป๊อบและจะรู้สึกเจ็บปวดมากที่หลังเท้า มีน่องบวม มีรอยช้ำหลังข้อเท้า ไม่สามารถยันปลายเท้ากับพื้นเพื่อก้าวเดินได้ และไม่สามารถยืนด้วยปลายเท้าข้างนั้นได้
5.ถุงน้ำหลังข้อเท้าอักเสบ หลังข้อเท้าของเรามีถุงน้ำที่สำคัญ 2 อัน อยู่หน้าและหลังต่อเอ็นร้อยหวาย ถุงน้ำทั้งคู่นี้อาจเกิดการอักเสบขึ้นมาได้จากการใส่รองเท้าที่คับเกินไป อาการจะคล้ายเอ็นร้อยหวายอักเสบหรือฉีกขาดมาก
สาเหตุของอาการปวดเท้าและนิ้วเท้า
การปวดบวมที่นิ้วเท้าหากไม่ได้มีสาเหตุจากการบาดเจ็บมักเกิดจากโรคเกาต์ ซึ่งมักกำเริบหลังทานอาหารที่มีสารพิวรีนมากประมาณ 8-12 ชั่วโมง ผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด ส่วนผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วก็ควรรับประทานยาเป็นประจำและงดเว้นอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ ไข่ปลา ผักขม หน่อไม้ ถั่ว กะหล่ำดอก เหล้า เบียร์ ฯลฯ ควรสังเกตตัวเองว่าทานอะไรเข้าไปแล้วอีก 12 ชั่วโมงข้อจะบวม แดง ปวด ก็ให้งดเสีย
1.โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar fasciitis)
เอ็นฝ่าเท้ายึดจากกระดูกส้นเท้าไปยังนิ้วเท้า ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปทรงของเท้า และช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเราเดินหรือวิ่ง จุดที่เกิดการอักเสบได้บ่อยที่สุดคือจุดที่เอ็นเกาะใกล้กับส้นเท้า ทำให้เกิดอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า พอกระดกข้อเท้าขึ้นก็จะปวด ในระยะแรกอาจมีอาการเฉพาะเวลาลุกขึ้นเดิน 2–3 ก้าวแรก แต่พอเดินไประยะหนึ่ง เอ็นฝ่าเท้าจะค่อย ๆ ยืดหยุ่นขึ้น อาการเจ็บส้นเท้าจึงค่อย ๆ ทุเลาลง แต่เมื่อเป็นมากขึ้น บางทีจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา และจะเริ่มปวดตึงที่กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย เนื่องจากจังหวะการเดินถ่ายน้ำหนักผิดปกติไปเพราะเจ็บส้นเท้า ที่สำคัญโรคนี้ไม่มีอาการชา
2.ภาวะเส้นประสาท Posterior tibial ถูกกดทับ (Tarsal tunnel syndrome)
ที่ข้อเท้าก็มีอุโมงค์เส้นเอ็นขึงให้เส้นเลือด เส้นประสาท และเอ็นของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ลอดผ่านเป็นชุดเดียวกันคล้ายกับที่ข้อมือ ในกรณีที่อุโมงค์นี้แคบลง อวัยวะที่ลอดผ่านจะเบียดกันเองและกดทับกับกระดูกเท้า ภาวะนี้จึงคล้ายกับภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับที่ข้อมื
อาการของโรคนี้คือชาและปวดบริเวณฝ่าเท้าดังรูป โดยเริ่มแรกจะชาที่ด้านในของข้อเท้าก่อน แล้วลามลงไปใต้ฝ่าเท้าจนถึงนิ้วโป้ง-ชี้-กลาง เมื่อเป็นมากขึ้นจะรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงหรือมีไฟฟ้าช็อตที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา ถ้าเคาะตรงเส้นประสาทที่ลอดผ่านอุโมงค์จะทำให้ปวดและชามากขึ้น ที่สำคัญโรคนี้ไม่ปวดตรงส้นเท้า
3.โรคปมประสาทนิ้วเท้าหนาตัว (Morton's neuroma, Intermetatarsal neuroma)
ที่โคนนิ้วเท้าของเรามีเส้นประสาทลอดผ่านเอ็นที่ขึงระหว่างนิ้วเท้า เส้นประสาทนี้อาจหนาตัวขึ้นเป็นปมเวลาที่มีการบาดเจ็บ บีบอัด หรือกดทับของปลายเท้า โรคนี้มักพบในผู้หญิงที่ใส่รองเท้าคัทชู เส้นที่เป็นบ่อยที่สุดคือเส้นที่ผ่านระหว่างนิ้วกลางกับนิ้วนาง
อาการจะเป็นลักษณะปวดตั้งแต่โคนนิ้วเท้าไล่ไปจนถึงปลายนิ้ว ปวดมากขึ้นเวลาใส่รองเท้าเดิน กดเจ็บระหว่างโคนนิ้วเท้า ซึ่งต่างจากโรคข้อนิ้วเท้าอักเสบโดยทั่วไป บางคนอาจมีอาการชาด้วย อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ
4.ภาวะรูปฝ่าเท้าผิดปกติ มี 2 แบบ ส่วนใหญ่มักเป็นเหมือนกันทั้งสองข้าง
*ฝ่าเท้าโก่ง (High arched feet, Pes cavus) เป็นลักษณะของคนที่มีอุ้งเท้าสูงกว่าคนปกติ น้ำหนักตัวจะลงมากทางฝ่าเท้าด้านนอก กล้ามเนื้อขาด้านข้างจะทำงานมากกว่าด้านใน เวลาใส่รองเท้าเดิน นิ้วหัวแม่เท้าจะจิกพื้น และพื้นรองเท้าด้านนอกจะสึกก่อน ลักษณะนี้จะทำให้ปวดเมื่อยขา ข้อเท้า และโคนนิ้วเท้าได้บ่อย ผู้หญิงที่มีเท้าลักษณะนี้เมื่อพื้นส้นรองเท้าด้านข้างสึกจนเอียงแล้วควรเปลี่ยนแผ่นยางรองส้นใหม่ เพราะอาจทำให้ลื่นและเกิดข้อเท้าพลิกได้ง่าย
*ฝ่าเท้าแบน (Fallen arches, Flat feet, Pes planus) เป็นลักษณะของคนที่ไม่มีอุ้งเท้า เมื่อเอาเท้าที่เปียกน้ำเหยียดลงพื้น จะเห็นรอยฝ่าเท้าเต็ม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีปัญหาในการลงน้ำหนักเวลาเดิน โดยน้ำหนักจะลงมาทางฝ่าเท้าด้านใน กล้ามเนื้อขาด้านในจะทำงานมาก ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยเท้า ข้อเท้าด้านในบวม ปวดน่อง นานเข้าจะมีปัญหาปวดหลังด้วย
5.ภาวะหัวแม่เท้าเอียง (Hallux valgus, Bunion)
คือความผิดปกติที่มีก้อนแข็งนูนบริเวณโคนของนิ้วหัวแม่เท้าและหัวแม่เท้าเอียงเข้าหานิ้วชี้ มักพบร่วมกับภาวะเท้าแบน สาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด การใส่รองเท้าปลายแหลมเป็นประจำ หรือเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ เกาต์
คนที่มีภาวะนี้จะมีข้อโคนหัวแม่เท้าอักเสบบ่อย ๆ เพราะเกิดการเสียดสีกับรองเท้าหรือชนกับเท้าอีกข้างหนึ่งเป็นประจำ และนิ้วหัวแม่เท้าก็ขยับได้จำกัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนิ้วหัวแม่เท้าเกยกับนิ้วอื่น ๆ แนวการรับน้ำหนักตัวจะผิดไป แรงดึงของเส้นเอ็นที่เท้าก็จะเสียสมดุลไปด้วย ทำให้ปวดเมื่อยเท้าได้ง่าย
ปรึกษา 062-3745526 อัส

Photos 25/05/2017

ส า ระ ดี ที่ ต้ อ ง อ่ าน สำ ห รั บ ค น ป ว ด เ ข่ า
การผ่าตัดหัวเข่า เป็นการผ่าตัดที่สำคัญเพราะหลังผ่าตัด โอกาสที่จะกลับมาเดินปกติ อาจไม่ถึง100%
การผ่าตัดหัวเข่า เป็นการรักษาที่เดิมพันด้วยความพิการของผู้ป่วย
ดังนั้นเราจึงแนะนำใช้อาหารเสริมที่มีคุณสมบัติรักษาคล้ายๆยารักษาโรค โดยสกัดจากธรรมชาติ100% ที่ชื่อว่า D-BOON ในการฟื้นฟู
เมื่อกระดูกอ่อนในข้อเริ่มเสื่อม
ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง
อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง
#แชร์เป็นวิทยาทาน
เ รี ย น รู้ วิ ธี บำ บั ด ตั ว เ อ ง ฟ รี ! ! ...ผ่านไลน์แอด
อย่าลืมแชร์และชวนเพื่อนเรียนรู้พร้อมกัน
ปรึกษาฟรี 062-3745526 อัส

รึแอดไลน์ 0228392

Photos 25/05/2017

⛔เช็คด่วน!! ก่อนจะสาย⛔ ⛔ปวดหลังเพราะอะไร⛔ อาการปวดหลัง..... มีได้จากหลายสาเหตุ..... ตั้งแต่เบา ๆ อย่างกล้ามเนื้ออักเสบไปจนถึงมีปัญหาที่กระดูกสันหลัง แต่จะรู้ได้ยังไง? มีวิธีการสังเกตมาบอกว่าแต่ว่าคุณปวดแบบไหน? A. ขยับแล้วปวด นั่งเฉย ๆ ไม่เป็นไร B. ปวดหน่วง ๆ นั่งนาน ๆ แล้วปวด C. ยิ่งเดินยิ่งปวด D. ปวดจนนอนไม่หลับ E. ปวดร้าวลงไปที่ขา ⛔อาการแบบข้อ A เป็นการปวดที่สัมพันธ์กับท่าทาง ซึ่งเป็นลักษณะของอาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดา หากไม่ได้ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ไม่น่ากังวลเท่าไหร่ ⛔อาการแบบข้อ B-D เป็นอาการที่คุณควรได้รับการตรวจ เนื่องจากอาจมีการผิดปกติที่กระดูกสันหลัง ⛔อาการแบบข้อ E ควรรีบตรวจให้เร็ว เพราะ อาการปวดหลังแล้วร้าวลงขาที่คุณเป็นอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทก็ได้ --------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------- ปรึกษาหรือสั่งซื้อชุดดูแล ราคาขึ้นอยู่กับอาการและระยะเวลาที่เป็น โทร.062-3745526

Photos 25/05/2017

หากคุณเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาท ควรดูแลอย่างไร?
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่มักเป็นกันบ่อยคือ:-
*อาการกระดูกทับเส้นบริเวณคอ
*อาการกระดูกทับเส้นบริเวณหลัง ส่วนล่าง
*อาการกระดูกทับเส้นระดับหลัง L3 L4 L5
*สาเหตุ*
เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตกจนของเหลวภายในไปเบียดทับเส้นประสาทบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ L3
L4 L5 S1 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาท
ส่วนเอวไปถึงขา
ในระยะแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว เป็น ๆ หายๆมาก่อนซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นมากเวลาทำงาน เช่น ยืน ก้มเงย หรือนั่งนาน ๆ และจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก
ต่อมาจะปรากฎอาการสำคัญที่บ่งบอกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดโป่งขึ้น มากดทับเส้นประสาทคืออาการปวหลังรุนแรงอย่างเฉียบพลันและมีอาการปวดร้าวลงมาที่ขาน่องตาตุ่มหรือเท้าร่วมกับมีอาการชาขาหรือเท้าด้วยอาการกระดูกทับเส้นระดับคอ C3 C7
*สาเหตุของอาการ
เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ C3 – C7 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนแขนซึ่งจะทำให้เกิดอาการชาบริเวณฝ่ามือเริ่มจากปลายนิ้วหรืออาการปวด
ร้าวที่บริเวณแขนอาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง
อาการร่วมของโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทคือ การปวดคอปวดเมื่อยบริเวณสะบักเรื้อรังและการไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้อย่างอิสระ
»ผลิตภัณฑ์แนะนำสำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพ
- Dboone (ผง) [ดีบูน]
- Alertide [อเลอไทด์]
- Dboone (แคปซูล) [ดีบูน]
**วิธีรับประทานใน 15 วันแรก**
กิน Dboone (ผง) ก่อนอาหารเช้า 1ซอง
กิน Alertide หลังอาหาร 1เม็ด เช้า/เย็น
**ตั้งแต่วันที่ 16 เป็นต้นไป**
กิน Dboone (แคปซูล) หลังอาหาร 1เม็ด เช้า/เย็น
กิน Alertide หลังอาหาร 1เม็ด เช้า/เย็น
*หมายเหตุ
การรับประทานทั้ง 2 ชนิดจะลดอาการ
ปวด และอักเสบอย่างรวดเร็ว
หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย
*สอบถามข้อมูลเพิมเติม 062-3745526 อัส

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Pattani?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Pattani
94000